📖 เกิดใหม่เป็นเทพ ระบบพลังมาเยือน
เกิดใหม่เป็นเทพ ระบบพลังมาเยือน · บทที่ 125 จาก 135

ตอนที่ 125: เงาแห่งมู่หรงเทียน — เสาค่ายกลต้นที่สอง

ลมหนาวกระโชกพัดผ่านหน้าผาจนชายเสื้อฉันปลิวสะบัด กลิ่นสนิมเหล็กคละกับกลิ่นคาวเลือดอบอวลไปทั่วหุบเขากลืนวิญญาณ จนลมหายใจแต่ละครั้งเหมือนกลืนเศษโลหะร้อนเข้าปอด บนยอดผาสีแดงเลือด ร่างในชุดคลุมทองเข้มยืนตระหง่านใต้เงาของเสาค่ายกลต้นที่สอง ปราณมืดระดับสามขั้นสูงสุดแผ่ลงมาเหมือนฝามือยักษ์กดเมฆบนฟ้าให้หยุดนิ่ง ฉันกำด้ามดาบจนข้อนิ้วซีด ปราณสายฟ้าในเส้นลมปราณระดับสามขั้นสมบูรณ์วิ่งพล่านแต่ยังไม่พอจะฉีกความกดดันนั้นออกได้

[ระบบ] แจ้งเตือนฉุกเฉินระดับสูงสุด: ตรวจพบตัวตนเป้าหมายหลัก 'มู่หรงเทียน' (ร่างจำลองเงาโลหิต 80% ของพลังจริง)! ตรวจพบเสาค่ายกลกลืนตะวันต้นที่สอง: อัตราการดูดกลืนปราณธรรมชาติ 50%! ภารกิจหลัก: ทำลายเสาค่ายกลต้นที่สอง และเอาชีวิตรอดจากการล่าสังหาร!

“อย่ากระจายตัว” ฉันกระซิบเสียงต่ำโดยไม่ละสายตาจากยอดผา “ชั้นสี่ คุมด้านหน้า มินกับอันประกบปีก โขมระวังหลัง ถ้าพื้นทรุดให้ถอยทันที”

ชั้นสี่ยกโล่ยักษ์ขึ้นขวางอก เหล็กหนาที่เคยรับคมดาบปีศาจมาแล้วนับไม่ถ้วนสั่นเบา ๆ ภายใต้แรงกดของปราณมืด มินกัดริมฝีปากจนเลือดซึม ฝ่ามือทั้งสองแผ่ปราณป้องกันบาง ๆ คลุมอันไว้ ส่วนอันกุมมีดสั้นคู่ ดวงตากลมโตแต่ไม่ถอย โขมยืนครึ่งก้าวหลังฉัน ลมหายใจหนักหน่วงเหมือนสัตว์ที่ดมกลิ่นผู้ล่าได้แล้ว

ครามก้าวออกไปข้างหน้า ชายชุดสีครามพลิ้วตัดกับหมอกเลือด นิ้วเรียววางบนสายกู่ฉินแต่ยังไม่ดีด ดวงตาสีครามของเธอสั่นระริก น้ำตาไม่ไหล แต่ความเจ็บปวดกับความแค้นพันกันจนเสียงที่หลุดออกมาแทบขาดเป็นเสี่ยง

“มู่หรงเทียน... ท่านทรยศอาจารย์ สังหารพี่น้องร่วมสำนักคลื่นคราม แล้วยังกล้าใช้เพลงกู่ฉินมาร่วมกับค่ายกลปีศาจนี้อีกหรือ!”

เสียงหัวเราะเยือกเย็นลอยลงมาจากยอดผา ไม่ดังลั่น แต่ชัดเจนจนทุกคำแทงเข้าหู

“สำนักคลื่นครามงั้นรึ? สำนักที่งมงายอยู่กับความบริสุทธิ์จอมปลอม พลังมืดต่างหากคือหนทางสู่การเป็นเซียนที่แท้จริง! วันนี้ข้าจะใช้เลือดของเจ้าสังเวยเสาค่ายกลต้นนี้!”

ฉันเหลือบมองคราม มือของเธอสั่นบนสายกู่ฉินเพียงเสี้ยวลมหายใจ แล้วก็มั่นคงอีกครั้ง ความแค้นร้อยปีไม่ได้ทำให้เธอตาบอด มันทำให้ทุกโน้ตที่เธอจะบรรเลงคมขึ้น ฉันขยับไหล่เข้าใกล้เธอครึ่งก้าว เสียงต่ำพอให้ได้ยินแค่พวกเรา

“เขาไม่ใช่ตัวจริงทั้งร่าง ปราณที่แผ่ออกมาผูกกับเสา ไม่ใช่กับหัวใจ”

ครามพยักเล็กน้อยโดยไม่หันมา “ฉันรู้ เพลงที่มันใช้เมื่อกี้ขาดหายตรงท่อนที่อาจารย์ห้ามไม่ให้เล่นต่อหน้าศิษย์ มันลอกได้แค่เปลือก”

มู่หรงเทียนสะบัดแขนเสื้อ เสาค่ายกลต้นที่สองส่งเสียงฮืดเหมือนสัตว์ขนาดมหึมาสูดลมหายใจ คลื่นหมอกโลหิตระเบิดพุ่งลงมาจากยอดผา เป็นม่านแดงเข้มที่กลิ้งทับก้อนหินจนผิวหินดำกรอบและผุเป็นผง กลิ่นเปรี้ยวฉุนพุ่งใส่ใบหน้าฉันก่อนที่หมอกจะถึง ฉันร้องสั่งทันที

“ชั้นสี่!”

โล่ยักษ์ปักลงกับพื้น ชั้นสี่ก้มตัวซ่อนหลังขอบเหล็ก ปราณทั้งร่างอัดเข้าไปในโล่จนเส้นโลหะเรืองแสงจาง ๆ คลื่นหมอกโลหิตปะทะโล่ดังสนั่น แรงกระแทกถอยหลังผลักเท้าของชั้นสี่ไถลไปบนหินสองช่วงตัว เขากัดฟันไม่ยอมให้โล่เอียง

ทว่าหมอกนั้นไม่ใช่เพียงแรงปะทะ มันมีความเป็นกรด หยดเลือดข้นเกาะผิวโล่แล้วส่งเสียงฟู่ ควันขาวลอยขึ้นจากรอยที่เหล็กถูกกัด รอยร้าวเส้นบางวิ่งจากขอบบนลงสู่กลางโล่ ชั้นสี่คำรามเสียงแหบ

“ทนได้ไม่นาน! กรดมันกินลึกกว่าที่ตาเห็น!”

[ระบบ] แจ้งเตือน: คลื่นหมอกโลหิตมีคุณสมบัติกัดกร่อนปราณและโลหะ! ความทนทานโล่ยักษ์ลดลงอย่างต่อเนื่อง! คำแนะนำ: ตัดแหล่งพลังของม่านหมอก ห้ามรับแรงปะทะตรงเป็นเวลานาน!

ลิลี่ไม่รอคำสั่ง ร่างบางของเธอพุ่งอ้อมปีกขวาของโล่ Spirit Blade ในมือเรืองแสงขาวฟ้า ฉันส่งปราณสายฟ้าระดับสามขั้นสมบูรณ์พุ่งตามข้อมือไปประสานกับคมดาบของเธอโดยไม่ต้องตะโกน เราทำแบบนี้มาหลายครั้งจนจังหวะเข้ากันเอง ประกายไฟวิ่งตามสันดาบ ลิลี่หมุนตัวกลางอากาศ ฟันเฉียงขึ้นตัดผ่านหมอกโลหิตเป็นร่องสว่าง

หมอกแยกออกตรงร่องนั้นเพียงชั่วพริบตา เธอพุ่งทะลุเข้าไป คม Spirit Bladeหวดใส่แขนเสื้อทองเข้มของมู่หรงเทียน ผ้าขาดเป็นแนวยาว มีประกายแดงกระเด็นเหมือนเลือดแต่ไม่มีเนื้อ

มู่หรงเทียนเพียงขยับนิ้วชี้ ปราณมืดเกาะปลายนิ้วแล้วปัดดาบของลิลี่สะท้อนกลับ แรงสะท้อนนั้นหนักกว่าที่คมดาบส่งไปหลายเท่า ลิลี่กระเด็นถอย ปากกระบอกดาบสั่นจนข้อมือเธอชา ฉันพุ่งรับร่างเธอไว้ก่อนที่หลังของเธอจะกระแทกหิน

“แขนเสื้อขาด แต่ไม่มีกระดูก” ลิลี่พูดเสียงกัดฟัน เลือดมุมปากของเธอเป็นรอยบาง “มันเบาเกินไปสำหรับร่างที่มีปราณระดับนั้น”

“ร่างจำลอง” ฉันตอบสั้น ๆ แล้วปล่อยเธอให้ยืนได้ด้วยตัวเอง “มันยืมแรงจากเสา ยิ่งเราฟันตัวมันตรง ๆ ยิ่งป้อนพลังกลับเข้าค่ายกล”

มู่หรงเทียนยิ้มมุมปาก นิ้วที่ปัดดาบเมื่อครู่ชี้ลงมาที่พวกเราอีกครั้ง หมอกโลหิตชุดที่สองกำลังก่อตัวที่โคนเสา หนาขึ้นกว่าเดิม มินร้องเตือนจากปีกซ้าย

“พื้นทางซ้ายยุบ! อย่าเหยียบวงแดง!”

อันกระโดดถอยพอดีก่อนหินใต้เท้าจะแตกเป็นผุยผงถูกดูดลงร่องดำ โขมกระชากคอเสื้ออันไว้ด้วยมือข้างหนึ่ง อีกข้างปักดาบสั้นลงพื้นกันตัวเองไถล เสียงหินหล่นลงเหวดังก้องยาวผิดปกติ หุบเขานี้ไม่ได้มีแค่หน้าผา มันมีปากเหวซ่อนอยู่ใต้หมอก

ฉันสอดมือเข้าอกเสื้อ นิ้วสัมผัสความเย็นของตลับศิลา หัวใจเต้นแรงจนแทบได้ยินในหู แต่สมองชัด ร่างตรงหน้าเชื่อมปราณเป็นเส้นกับเสาค่ายกล ทุกครั้งที่มันขยับ แสงสีเลือดบนลวดลายเสากระพริบตามจังหวะเดียวกัน ไม่ใช่คนยืนถือพลัง เป็นหุ่นเชิดที่เสาป้อนเลือดให้

“คราม ตัดสายที่มองไม่เห็น ลิลี่ พอสายขาดให้เปิดทาง ไม่ต้องฟันตัวมันให้ลึก ฟันให้มันชะงัก ชั้นสี่ รับคลื่นสุดท้ายแล้วถอยครึ่งก้าว อย่าให้โล่แตกกลางตัว”

ชั้นสี่หัวเราะแห้ง ๆ ทั้งที่เหงื่อผสมเลือดไหลเข้าตา “ครึ่งก้าวก็ยังเรียกว่าถอยเหรอ”

ฉันเปิดฝาตลับศิลา เข็มตรึงวิญญาณเล่มที่หนึ่งและเล่มที่สองลอยขึ้นมาในไอมืดบาง ๆ ไม่ได้พุ่งใส่ศัตรูทันที ไอมืดนั้นเย็นจัด ตรงข้ามกับหมอกโลหิตร้อนเปรี้ยว พอสองพลังชนกันกลางอากาศ เกิดเสียงซ่าเหมือนน้ำโดนเหล็กร้อน หมอกสีเลือดถูกฉีกเป็นรูเป็นช่อง ปราณธรรมชาติที่ถูกเสาดูดไปห้าสิบส่วนเริ่มไหลย้อนเป็นสายบาง ๆ

[ระบบ] แจ้งเตือน: ปลดปล่อยเข็มตรึงวิญญาณเล่มที่ 1 และเล่มที่ 2 สำเร็จ! ตรวจพบการหักล้างกับแกนพลังเสาค่ายกลกลืนตะวันต้นที่สอง! การเชื่อมต่อระหว่างร่างจำลองเงาโลหิตกับเสาอ่อนกำลังลง! คำเตือน: พลังผู้ใช้ยังคงอยู่ที่ระดับสามขั้นสมบูรณ์ ห้ามดึงปราณเกินขีดจำกัดเส้นลมปราณ!

ฉันไม่พยายามฝืนทะลวง ระดับสามขั้นสมบูรณ์คือเพดานที่ร่างกายรับไหวในตอนนี้ ถ้าโลภขึ้นไปอีกเส้นลมปราณจะฉีกก่อนที่ดาบจะถึงเสา ฉันจึงบีบปราณสายฟ้าให้หมุนรอบเข็มทั้งสอง เป็นวงแหวนไม่ใช่ลำแสงพุ่งตรง เพื่อกันไม่ให้ไอมืดกระจายถูกพวกพ้อง

ครามนั่งลงบนก้อนหินที่ยังไม่ยุบ วางกู่ฉินบนตัก นิ้วทั้งสิบแตะสายแล้วบรรเลง ‘เพลงคลื่นหวนคืน’ โน้ตแรกไม่ดังก้อง มันแผ่วเหมือนคลื่นซัดโคนเสาไม้เก่าในคืนที่ไม่มีลมพายุ แต่พอโน้ตที่สองและสามซ้อนเข้ามา เสียงนั้นใสจนหมอกโลหิตที่กำลังก่อตัวใหม่สั่นเป็นระลอก

มู่หรงเทียนสีหน้าเปลี่ยนเป็นครั้งแรก ยิ้มเยือกเย็นหายไป มันยกมือทั้งสองเหมือนจะดีดอากาศตามจังหวะเพลงทว่านิ้วของมันชะงักกลางคัน

“เพลงนี้...” เสียงของมันต่ำลง ปนความโมโห “เจ้าไม่ควรจำมันได้!”

“ท่านลอกได้แค่ทำนองที่เขียนไว้ในตำราต้องห้าม” ครามพูดทั้งที่นิ้วไม่หยุด “บทที่อาจารย์สอนตอนรุ่งสาง ก่อนท่านจะปักมีดที่หลังท่าน ไม่มีลายมือ ไม่มีคัมภีร์ มีแต่คลื่นที่ฟังด้วยหัวใจ ท่านตัดหัวใจทิ้งไปแล้วยังจะเลียนเสียงคลื่นอีกหรือ”

คลื่นเสียงบริสุทธิ์แทรกเข้าไประหว่างร่างทองเข้มกับเสาค่ายกล ฉันเห็นมันด้วยตาใน ไม่ใช่เส้นเชือกสีแดงเส้นเดียว แต่เป็นร่างแหของเส้นเลือดปราณนับสิบ เพลงของครามตัดทีละเส้น ทุกครั้งที่สายขาด ร่างของมู่หรงเทียนกระตุก แขนเสื้อที่ขาดเมื่อครู่ไม่มีเลือดไหลออกมาอีก มีเพียงหมอกแดงรั่วเป็นสาย

มู่หรงเทียนคำรามแล้วกระแทกฝ่ามือลงกับอากาศ คลื่นหมอกโลหิตลูกสุดท้ายพุ่งอัดใส่โล่ของชั้นสี่แรงกว่าสองครั้งก่อนรวมกัน ชั้นสี่ถอยครึ่งก้าวตามที่ฉันสั่ง โล่รับไว้ได้แต่รอยร้าวกลางแผ่นเหล็กฉีกกว้าง เสียงฟู่ดังสนั่น กรดกระเด็นโดนปลายแขนเขาจนหนังไหม้ เขาไม่ทิ้งโล่ เพียงบิดข้อมือให้เศษกรดไหลออกนอกร่างพวกเรา

“ตอนนี้!” ชั้นสี่ร้อง

การเชื่อมต่อขาดสะบั้นพร้อมโน้ตสูงที่สุดของเพลงคลื่นหวนคืน ร่างจำลองของมู่หรงเทียนชะงักงัน แขนทั้งสองค้างกลางอากาศ ดวงตาที่เคยเย็นเป็นน้ำแข็งพร่ามัวเหมือนภาพสะท้อนบนผิวน้ำที่ถูกขว้างก้อนหินใส่

ฉันไม่ปล่อยให้โอกาสนั้นหลุด ปราณสายฟ้าทั้งร่างระดับสามขั้นสมบูรณ์ถูกดึงมารวมที่ดาบ ไม่มีการทะลวง ไม่มีการเปิดประตูระดับใหม่ มีเพียงทุกอย่างที่ฉันมีอยู่ในตอนนี้ หลอมจนคมดาบขาวฟ้าจนแสบตา เท้าถีบหิน ร่างพุ่งผ่านช่องที่ลิลี่ฉีกหมอกไว้ให้

ลิลี่หมุน Spirit Blade กวาดประกายไฟเส้นสุดท้ายเปิดทางให้ฉันไม่ต้องเสียจังหวะฟันหมอก ฉันทะยานเข้าไปจนได้กลิ่นผ้าทองที่ไหม้ด้วยสายฟ้า ดาบฟันเฉียงจากไหล่ซ้ายลงสะโพกขวาของร่างจำลอง

ความรู้สึกที่ส่งผ่านด้ามดาบไม่ใช่การตัดกระดูก มันเหมือนฟันผ่านน้ำข้นที่ถูกแช่แข็งไว้ครึ่งหนึ่ง แล้วก็ขาด ร่างจำลองของมู่หรงเทียนแยกเป็นสองท่อนกลางอากาศ หมอกเลือดพุ่งกระจายแต่ยังไม่สลายทันที ท่อนบนพยายามหันหน้ามา ปากขยับเหมือนจะหัวเราะ

ฉันไม่ให้มันได้รวบรวมตัว หมุนข้อมือ ดาบสายฟ้าฟาดต่อเนื่องลงที่โคนเสาค่ายกลต้นที่สองโดยใช้แรงจากจังหวะเดียวกัน ไม่ได้ฟันซ้ำร่างที่ขาดแล้ว เพราะนั่นคือกับดัก เป้าหมายคือแกนหิน

คมดาบปะทะโคนเสาดังกึกก้องกังวานไปทั่วหุบเขา แรงสะท้อนวิ่งขึ้นแขนฉันจนฟันกระทบกัน แต่รอยร้าวขนาดใหญ่ก็แล่นขึ้นตามลำเสา ประกายไฟสีทองและม่วงปะทุรอบรอยแตก ชิ้นหินสีเลือดกระเด็น ลวดลายค่ายกลหลายเส้นดับวูบ อัตราการดูดกลืนที่เคยหนักอึ้งบนบ่าฉันเบาลงทันทีราวกับมีคนยกภูเขาออกจากอกครึ่งลูก

[ระบบ] แจ้งเตือน: ร่างจำลองเงาโลหิตได้รับความเสียหายขั้นแตกสลาย! เสาค่ายกลกลืนตะวันต้นที่สองเกิดรอยร้าวโครงสร้าง! อัตราการดูดกลืนปราณธรรมชาติร่วงจาก 50%! คำเตือนระดับสูง: ตรวจพบวัตถุแปลกปลอมระดับแกนกลางภายในเสา กำลังวิเคราะห์...

ร่างสองท่อนของมู่หรงเทียนไม่ตกลงพื้น มันยุบรวมเป็นหมอกเลือดหมุนวนอยู่หน้าเสาที่ร้าว ก่อนจะจาง เสียงหัวเราะของมันไม่ได้ดังจากปากอีกต่อไป มันสะท้อนจากหน้าผา จากก้นเหว จากลวดลายที่ยังไม่ดับบนเสา จนเหมือนทั้งหุบเขาเป็นปากของมัน

“ทำลายร่างจำลองข้าได้ก็นับว่าเก่ง... แต่เสาค่ายกลต้นนี้มี ‘เข็มตรึงวิญญาณเล่มที่สาม’ ปักเป็นแกนกลาง และร่างจริงของข้ากำลังรอพวกเจ้าอยู่ที่เสาต้นสุดท้าย!”

คำว่าเข็มตรึงวิญญาณเล่มที่สามทำให้ตลับศิลาในอกเสื้อฉันเย็นวาบจนแทบไหม้ผิว เข็มสองเล่มที่ลอยอยู่หน้าฉันสั่นระริกเหมือนถูกเรียกจากข้างในเสา ครามหยุดมือบนกู่ฉิน สีหน้าเธอซีดลงกว่าตอนเผชิญหน้าร้อยปีที่ผ่านมา

“อย่าให้เข็มสองเล่มเข้าใกล้รอยร้าว!” เธอร้อง

ฉันตวัดมือปิดฝาตลับศิลาทันที ไอมืดถูกดูดกลับเข้าตลับแต่แรงดึงจากแกนเสายังฉุดข้อมือฉันไปข้างหน้าครึ่งก้าว ชั้นสี่กระแทกไหล่มาชนฉันให้ถอย โล่ที่ร้าวครึ่งปักลงขวางระหว่างตัวฉันกับเสา มินกับอันวิ่งเข้ามาประคองโขมที่คุกเข่าเพราะคลื่นกระแทกสุดท้าย ทุกคนยังมีชีวิต แต่ไม่มีใครยังยืนนิ่งได้

เสาค่ายกลสั่นสะเทือนอย่างบ้าคลั่ง รอยร้าวสีทองม่วงไม่หุบ มันอ้ากว้าง แสงเลือดพุ่งออกจากข้างในเป็นจังหวะเหมือนหัวใจที่ถูกเข็มตำไว้ ม่านพลังสีเลือดที่โอบรอบหุบเขากลืนวิญญาณเริ่มแปรปรวน จากผนังนิ่งกลายเป็นคลื่นบิด หินบนหน้าผาแตกร่อนหล่นลงเป็นสายฝน พื้นดินใต้เท้าพวกเราแยกเป็นร่องดำ แรงดูดจากเหวลึกคว้าข้อเท้าทุกคนพร้อมกัน

“ถอยขึ้นหินสูง!” ฉันร้องพลางกระชากแขนลิลี่และคว้าชายเสื้อคราม

อันลื่นไถล โขมทุ่มตัวคว้าข้อมือเด็กน้อยไว้แล้วถูกแรงดูดลากทั้งคู่ไปทางรอยแยกมืดมิดเบื้องล่าง!