ลำแสงสีแดงฉีกท้องฟ้าเหนือป่าหมอกมายาเป็นทางยาวเหมือนมีคนใช้เล็บเหล็กขูดท้องเมฆจนเลือดไหล เสียงคำรามของกองทัพเงาหมื่นตนดังก้องจนพื้นดินใต้ฝ่าเท้าฉันสั่นเป็นระลอก คลื่นพลังมืดบีบเข้ามาจากทุกทิศ ไอพิษของค่ายกลกลืนตะวันเริ่มกัดขอบลมปราณในเส้นเลือดจนแสบร้อน
ฉันกุมอกเสื้อแน่น ตลับศิลาเล็ก ๆ ที่ซ่อนอยู่ใต้ผ้ายังเย็นเฉียบ ไม่แตก ไม่สั่น แต่มันหนักขึ้นทุกครั้งที่เสียงคำรามเข้าใกล้ ราวกับเตือนว่าถ้าฉันพลั้งพลาดตรงนี้ สิ่งที่อยู่ข้างในจะไม่มีวันได้ออกสู่แสงอีก
ตัวอักษรสีเลือดผุดขึ้นตรงหน้าฉันเพียงเสี้ยวลมหายใจ ฉันไม่ต้องคิดนาน ปะทะตรงคือตาย ทางเดียวที่ระบบชี้คือซอกผาสีขาวทางทิศเหนือ ซึ่งตอนนี้ถูกเงาทึบกลบไว้ครึ่งหนึ่ง
“ชั้นสี่ นำ!” ฉันตะโกนข่มเสียงคำราม “ลิลี่ปีกซ้าย ฉันปีกขวา! ครามกับมินตรงกลาง! โขม อัน ปิดหลัง อย่าหันกลับ!”
ไม่มีใครถาม ชั้นสี่ยกโล่ยักษ์ขึ้น แผ่นเหล็กสีเทาเข้มกว้างกว่าตัวเขาเกือบสองเท่า พุ่งนำขบวนเหมือนกำแพงที่เดินได้ ลิลี่กระชับ Spirit Blade คมดาบสีเงินสั่นเบา ๆ ราวกับตื่นพร้อมกับเจ้าของ ฉันยืนปีกขวา ลมปราณระดับสามขั้นสมบูรณ์หมุนอยู่ในตันเถียนอย่างแน่นหนา ไม่ล้น ไม่ทะลวง ฉันรู้ขอบเขตของตัวเองดีเกินกว่าจะฝืนในจังหวะนี้
ครามกอดกู่ฉินแนบอก นิ้วเรียวสั่นแต่ดวงตายังนิ่ง มินยกคันธนูขึ้น เนตรพิกัดของเธอวาววับเป็นเส้นบาง ๆ โขมกับอันหันหลังชนกัน ดาบสั้นและขวานเล็กชี้ไปยังความมืดที่กำลังปิดเข้ามา
นักรบเงาระลอกแรกหลายร้อยตนพุ่งออกจากแนวแมกไม้ ร่างไม่มีใบหน้า แขนยาวผิดสัดส่วน อาวุธเป็นเงาที่แข็งตัวเป็นเหล็ก กลิ่นเน่าผสมกำมะถันพุ่งมาก่อนตัวพวกมัน
ชั้นสี่ไม่ชะลอฝีเท้า เขาชนเข้าใส่แนวหน้าด้วยโล่ เสียงกระแทกดังสนั่น ร่างเงาแตกกระจายเป็นควันดำ แต่ควันนั้นรวมตัวใหม่แทบจะทันที
“อย่าฟันซ้ำตัวเดิม!” ฉันร้อง “ตัดข้อ ตัดคอ แล้วเดินต่อ!”
ลิลี่เคลื่อนที่เหมือนแสงสีเงินที่ถูกปล่อยจากเชือก ดาบวิญญาณกวัดแกว่งเป็นวงโค้งสั้น ๆ ทุกวงตัดข้อมือและข้อเท้าของเงาที่พุ่งเข้าหาเธอ ร่างพวกนั้นขาดกระจุยกลางอากาศก่อนจะทันยกอาวุธ ฉันรับปีกขวา ดาบในมือฉันไม่ใช่ปลายทางของพลังทั้งหมด เพียงคมที่ระดับสามรับไหว ฉันปาดข้อศอกของเงาตัวนำ แล้วเตะอกมันให้ถอยไปชนพวกที่ตามมา เป็นช่องว่างเพียงเสี้ยวหนึ่งให้ขบวนสามเหลี่ยมของเราลอดผ่าน
มินไม่ยิงมั่ว ลูกศรของเธอเป็นเส้นเรดาร์บาง ๆ พุ่งปักลงบนไหล่ของเงาตัวหนึ่งที่ยืนนิ่งผิดปกติหลังแนวปะทะ
“จุดเปราะอยู่ตรงนั้น!” เสียงเธอแหลมแต่ชัด “เสาธงเงาหลังต้นไม้บิด สามก้าวซ้ายของชั้นสี่ ถ้าไม่ตัด แนวนี้จะงอกใหม่ไม่หยุด!”
ฉันเหลือบมองตามลูกศร เห็นเสาธงสีดำที่ถูกพรางด้วยเถาวัลย์หมอก มันเต้นเป็นจังหวะเดียวกับเสียงคำราม
“ลิลี่ เปิดทางให้ฉันสองจังหวะ!”
เธอไม่ตอบด้วยคำพูด ดาบวิญญาณปัดแนวเงาด้านซ้ายจนแยกเป็นสองฝั่ง ฉันก้าวเข้าช่องนั้น รวบลมปราณระดับสามไว้ที่ข้อมือ แล้วฟาดดาบลงบนฐานเสาธงเพียงครั้งเดียว เสาขาด เสียงคำรามสะดุด แนวหน้าที่กำลังงอกใหม่ชะงักเป็นครู่หนึ่ง
“ไป!” ชั้นสี่คำราม โล่ของเขาดันซากเงาและกิ่งไม้หักกระจัดกระจาย เราทะลุพ้นแนวแมกไม้เข้าสู่ปากช่องแคบ
ช่องแคบกระดูกมังกรแคบกว่าที่ฉันคาด ผาทั้งสองข้างเป็นหินสีขาวซีดเรียงตัวเป็นซี่โค้งยาว เหมือนเราวิ่งอยู่ในซี่โครงของมังกรที่ตายมานานแสนนาน ลมกรดพัดกรรโชกจากด้านใน พาไอพิษโบราณที่เย็นและเปรี้ยวติดปลายลิ้น ทุกครั้งที่สูดเข้าไป ขอบปอดแสบราวกับมีเข็มเล็ก ๆ ทิ่ม
ฉันกัดฟันกลั้นพลังที่อยากพุ่งออกไปเอง ระดับสามคือเพดานที่ฉันยืนได้ตอนนี้ ถ้าฝืน อวัยวะภายในจะแตกก่อนที่เงาจะทันฟัน
“ปิดปาก จมูก ด้วยผ้า!” ฉันสั่ง “อย่าสูดลึก!”
ครามฉีกชายเสื้อคลุมส่งให้มินโดยไม่หยุดเดิน โขมกับอันทำตามอย่างรวดเร็ว ชั้นสี่ยกโล่สูงขึ้นอีกนิด ใช้ขอบโล่ปัดลมพิษที่พุ่งเป็นสาย
จากนั้นหินยักษ์ก้อนแรกก็ร่วงลงมาจากปากผา
ชั้นสี่รับไว้ด้วยไหล่และโล่ แรงกระแทกทำให้เข่าเขาทรุดลงครึ่งก้าว แต่เขาไม่ล้ม หินแตกกระจายเป็นก้อนเล็กกระเด็นใส่พวกเรา มินยกแขนบังหน้า ลิลี่ปัดเศษหินด้วยด้านแบนของดาบ ฉันดึงครามเข้ามาชิดตัวเองชั่วขณะ ก่อนจะผลักเธอกลับเข้ากลางขบวน
“ด้านบน!” อันร้อง
เงาบนหน้าผาเผยตัวเป็นแถว นักธนูไม่มีใบหน้ายืนเรียงตามซี่หินขาว ธนูในมือพวกมันไม่ใช่ไม้ แต่เป็นเส้นพลังมืดที่ถูกดึงจนตึง ลูกธนูเงาพุ่งลงมาเป็นห่า เสียงปักลงบนผิวโล่ของชั้นสี่ดังถี่รัวราวกับมีคนเทตะปูลงบนหลังคาเหล็ก
“อย่าแยก!” ฉันกดไหล่โขมที่เกือบจะวิ่งหนีออกข้าง “อยู่ใต้โล่! ชั้นสี่ เดินช้าแต่ไม่หยุด!”
ชั้นสี่คำรามไม่เป็นภาษา เส้นเลือดที่คอโป่ง เขาแบกรับห่าธนูทั้งแนว โล่ร้อนขึ้นจนไอระเหยลอย ทุกก้าวของเขาคือเสียงเหล็กถูกทุบ แต่ขบวนของเรายังเป็นสามเหลี่ยมอยู่ ไม่แตก
มินเงยหน้าผ่านช่องแคบระหว่างโล่กับผา เนตรพิกัดของเธอวาบ
“ฉันเห็นจุดรวมแสง!” เธอตะโกนกลบเสียงลูกธนู “บนหน้าผาทิศเหนือ มีวงแหวนพลังหมุนอยู่ ธนูทุกดอกผูกกับวงนั้น!”
องศาสี่สิบห้า ฉันเงยหน้าตามเส้นที่ระบบชี้ เห็นวงแหวนสีดำจาง ๆ หมุนอยู่บนปากผา ซ่อนหลังกลุ่มนักธนูเงาเกือบสามสิบตน พวกมันไม่ยิงมั่ว พวกมันยิงตามจังหวะของวงแหวนนั้น
“ชั้นสี่ ลดโล่ลงครึ่งหนึ่งตอนฉันสั่ง!” ฉันพูดเร็ว “ลิลี่ กันปีกซ้ายอย่าให้ใครพุ่งขึ้นตามฉัน! คราม ถ้าฉันขึ้นไปแล้วเสียงในหุบสะท้อนแรง ให้ใช้เพลงกลบ!”
เธอมองฉันเพียงครู่เดียว น้ำตาไม่ไหล แต่ริมฝีปากซีด
“กลับมา.” เธอพูดสั้น ๆ
“ต้องกลับ.” ฉันตอบ แล้วตะโกน “ตอนนี้!”
ชั้นสี่ลดขอบบนของโล่ลง ฉันเหยียบขอบนั้นเต็มฝ่าเท้า เขาออกแรงดีดขึ้นพร้อมกับที่ฉันงอเข่า ร่างฉันถูกเหวี่ยงทะยานขึ้นสู่หน้าผาเหมือนหินที่ถูกยิงจากเครื่องดีด ลมพิษกรีดหน้า ลูกธนูเงาเฉียดหูไปสองดอก ฉันบิดตัวกลางอากาศ ดาบในมือรวบสายฟ้าสีทองที่ระดับสามรับได้ไว้ที่ปลายคม
“ดาบอัสนีคลื่นทะลวง!”
ฉันไม่ร้องชื่อเพื่อโอ้อวด ฉันร้องเพื่อล็อกจังหวะของตัวเอง ไม่ให้พลังล้นเกินขั้น ฟากฟ้าเหนือซี่โครงมังกรถูกเฉือนด้วยเส้นทองคำเส้นเดียว ดาบผ่าลงกลางวงแหวนค่ายพลธนู นักธนูเงาที่รวมตัวอยู่ตรงนั้นถูกสายฟ้าฉีกร่างเป็นประกายดำกระจาย วงแหวนพลังแตกดังเสียงกระดิ่งแตก ห่าธนูที่กำลังจะพรวนลงมาสะดุดกลางอากาศ แล้วร่วงเป็นเถ้าก่อนถึงโล่
แรงระเบิดดีดฉันถอยหลัง ฉันปักดาบลงบนขอบผา แขนชาไปถึงไหล่ เลือดลมในอกปั่นป่วนแต่ตันเถียนยังไม่แตก ระดับสามขีดสุดที่ฉันแตะได้ในวันนี้ และฉันไม่ขยับมันอีกแม้แต่นิด
ด้านล่าง เสียงสะท้อนในช่องแคบเริ่มคลั่ง กองทัพเงาที่ตามหลังพวกเราใช้เสียงของตัวเองเป็นเข็มทิศ พวกมันวิ่งชนผา ชนกันเอง แล้วยังพุ่งมาถูกทางเพราะเสียงก้องนำ
ครามนั่งลงบนก้อนหินขาวกลางขบวน วางกู่ฉินบนตัก นิ้วทั้งสิบแตะสาย
เพลงแรกไม่ดัง มันแผ่วเหมือนคลื่นที่ยังอยู่ใต้ผิวน้ำ จากนั้นเธอกดสายแรงขึ้น ‘คลื่นสยบมาร’ พุ่งออกไปเป็นระลอกเสียงต่ำ ก้องในซี่โครงหินจนเสียงคำรามของเงาถูกกลบ ถูกบิด ถูกทำให้สะท้อนผิดทิศ แถวเงาที่วิ่งตามหลังชนกันเองเป็นกอง อาวุธฟาดลงบนร่างพวกเดียวกัน ควันดำพุ่งขึ้นเป็นกลุ่มแล้วสลายเพราะไม่มีแกนเสียงคอยยึด
“ทางเปิดแล้ว!” มินชี้ไปข้างหน้า “อีกห้าสิบก้าว ปากหุบ!”
ฉันกระโดดลงจากผา ชั้นสี่รับตัวฉันด้วยขอบโล่ก่อนที่เข่าจะกระแทกหิน เจ็บ แต่ยังวิ่งได้ ลิลี่ปาดเงาตัวสุดท้ายที่พยายามปีนลงมาจากซี่หิน โขมและอันดันหลังขบวนไม่ให้ช่องว่างถูกปิด
เราพุ่งออกจากช่องแคบกระดูกมังกรในจังหวะที่เพลงของครามยังค้างอยู่ในอากาศ ป่าหมอกมายาเบื้องหลังถูกผนึกด้วยหมอกหนาและซากเสียงที่ชนกันเอง ประตูหินขาวหุบลงราวกับซี่โครงมังกรหายใจเข้าครั้งสุดท้าย ทางที่เราผ่านมาถูกตัดขาด
เบื้องหน้าไม่ใช่ป่าอีกต่อไป
หินผาเปลี่ยนเป็นสีแดงเลือด ต้นไม้เหี่ยวเฉายืนตายทั้งที่เป็นแถว ใบดำกรอบหลุดร่วงแม้ไม่มีลม ไอวิญญาณสีเทาอ่อนลอยวนเป็นวังน้ำวนเหนือพื้นดินแตก ทุกครั้งที่วังวนนั้นหมุนผ่านหน้า ฉันได้ยินเสียงกระซิบที่ไม่ใช่ภาษา มันไม่เข้าหู มันพยายามเข้าตันเถียน
ฉันกดมือลงบนอกเสื้ออีกครั้ง ตลับศิลายังอยู่ เย็นกว่าเดิมเล็กน้อย ราวกับสิ่งที่ถูกขังอยู่ในนั้นรู้ว่าเราก้าวข้ามพรมแดนแล้ว
“อย่าแยกจากกัน.” ฉันพูดเสียงต่ำ “ที่นี่ไม่กินเนื้อก่อน มันกินทิศทาง ถ้าใครเดินตามเสียงในหัว จะหลุดจากขบวน.”
ลิลี่พยักหน้า ดาบวิญญาณในมือเธอสั่นถี่ผิดปกติ ชั้นสี่ยกโล่ตั้งตรงแต่ไหล่เขายังสั่นจากแรงธนูเมื่อครู่ มินหรี่เนตร เส้นพิกัดของเธอขาดเป็นช่วง ๆ โขมกลืนน้ำลาย อันกำขวานจนข้อนิ้วขาว
ครามยังกอดกู่ฉินไว้ แต่สายตาของเธอไม่ได้อยู่ที่พวกเรา
ใจกลางหุบเขา ยอดผาสูงตระหง่านโผล่พ้นไอวิญญาณ บนยอดนั้นมีเสาค่ายกลสีดำทะมึนตั้งตระหง่านเป็นต้นที่สอง ยอดเสาฝังลูกแก้ววิญญาณขนาดเท่าหัวคน มันหมุนวนช้า ๆ ดูดกลืนแสงตะวันที่หลงเหลือจนท้องฟ้าเหนือหุบหมองลงเป็นสีสนิม และใต้เสานั้น มีร่างหนึ่งยืนนิ่ง
ชุดคลุมสีทองเข้มไม่ปลิวตามลม ชายผ้าตกเป็นเส้นตรงราวกับเจ้าของไม่ได้อยู่ในอากาศชุดเดียวกับเรา
แขนของครามสั่นจนมุมกู่ฉินกระดิก เสียงที่หลุดจากลำคอเธอแตก
“มู่หรงเทียน... เป็นเขาจริง ๆ!”
ชื่อนั้นทำให้ลมในหุบหยุดครู่หนึ่ง ฉันจำมันได้จากน้ำเสียงของเธอ ไม่ใช่จากความทรงจำของฉัน มันคือชื่อที่ทำให้เพลงในมือเธอเกือบร่วง
ร่างบนยอดผาค่อย ๆ ก้มลง สายตาสบกับฉันผ่านระยะทางที่ไกลเกินกว่าคนธรรมดาจะมองเห็นใบหน้า แต่ฉันเห็นรอยยิ้มเยือกเย็นชัดเจน ราวกับเขาจงใจให้เราเห็น
เสียงของเขาไม่ผ่านอากาศ มันก้องขึ้นในกะโหลกของทุกคนพร้อมกัน เย็น เรียบ และมั่นใจเหมือนคนที่ปิดประตูทุกบานไว้ก่อนที่แขกจะเดินเข้ามา
‘ยินดีต้อนรับสู่แดนประหารของข้า!’
ลูกแก้วบนยอดเสาหมุนเร็วขึ้น แสงตะวันถูกดูดหายไปอีกชั้น วงแหวนวิญญาณรอบฐานผาเริ่มลุกเป็นเส้นเลือดสีแดง และฉันรู้ในทันทีว่าช่องแคบที่เราเพิ่งฝ่ามาไม่ใช่ทางหนี มันคือปากทางที่เขาเปิดรอ!