📖 เกิดใหม่เป็นเทพ ระบบพลังมาเยือน
เกิดใหม่เป็นเทพ ระบบพลังมาเยือน · บทที่ 122 จาก 135

ตอนที่ 122: เสียงกระซิบจากความมืด — เข็มตรึงวิญญาณเล่มที่สอง

ละอองควันดำของมังกรเงาโบราณสลายโปรยลงบนพื้นศิลาชื้น ๆ ราวกับหมึกที่ถูกน้ำกลืน ร่างมหึมาที่เมื่อครู่ยังขดตัวบดบังเพดานถ้ำเหลือเพียงกลิ่นเย็นเยียบติดอยู่ในลมหายใจของฉัน ทว่าคำกระซิบสุดท้ายของมันไม่ยอมตายตามร่าง มันเลื้อยเข้าโสตประสาทเหมือนเข็มบาง ๆ ทิ่มตรงแก่นจิต

มู่หรงเทียน...

ชื่อนั้นดังก้องซ้ำแล้วซ้ำเล่า ไม่ใช่เพียงในหูฉัน หากแต่สะท้อนไปทั่วผนังถ้ำเสียงสะท้อนจนทุกหยดน้ำที่เกาะหินสั่นไหว ฉันกำหมัดแน่น ปราณสายฟ้าในเส้นลมปราณระดับสามขั้นสมบูรณ์ยังคงร้อนรุ่มหลังการต่อสู้ แต่ยังไม่ถึงขั้นที่จะทะลวงอะไรทั้งสิ้น ฉันรู้ขอบเขตของตัวเองดี และรู้ว่าคืนนี้ยังไม่ใช่เวลาที่จะก้าวข้ามมัน

ข้างกายฉัน เสียงเพลงคลื่นของครามที่เคยไหลเอื่อยเหมือนสายน้ำยามรุ่งพลันสั่นสะท้าน กู่ฉินในอ้อมแขนของเธอส่งเสียงกรีดต่ำ ๆ เส้นสายไม่ยอมนิ่ง ใบหน้าขาวซีดของเธอหันมาหาฉันเพียงเสี้ยววินาที ดวงตาสีครามเบิกกว้างราวกับได้ยินชื่อที่ถูกฝังไว้ใต้ความทรงจำร้อยปี

ก่อนที่ฉันจะเอ่ยถาม ไอเย็นสีม่วงดำก็พุ่งขึ้นจากแท่นบูชาใจกลางถ้ำ

มันไม่ใช่ควันของมังกรอีกต่อไป หากเป็นปราณมืดที่ถูกกักขังมานานจนเน่าและหิว แสงสลัวจากตะเกียงวิญญาณของอันถูกกลืนหายไปครึ่งหนึ่ง บนแท่นศิลาโบราณที่มีรอยสลักคลื่นและงูพันกัน เข็มดำเล่มหนึ่งปักตรึงลึกเข้าไปในร่องหิน ปลายเข็มสั่นไหว หยดปราณม่วงเข้มไหลย้อยลงมาทีละหยด ทุกครั้งที่มันกระทบพื้น เสียงสะท้อนในถ้ำก็เปลี่ยนจังหวะ ราวกับหัวใจของที่แห่งนี้กำลังถูกเข็มนั้นแทงทะลุ

[ระบบ] แจ้งเตือนฉุกเฉิน: ตรวจพบเข็มตรึงวิญญาณเล่มที่ 2 หลุดจากการพิทักษ์ ปราณมืดกำลังกัดกร่อนมิติถ้ำเสียงสะท้อน หากไม่ผนึกลงในตลับศิลาภายใน 10 นาที ถ้ำจะถล่มลงมาทับทุกคน!

ตัวอักษรสีแดงฉานผุดขึ้นตรงหน้าฉัน เย็นกว่าไอจากแท่นบูชาเสียอีก ฉันกัดฟัน อ่านมันซ้ำในใจขณะนับลมหายใจ สิบนาที ไม่มีเวลาให้ชื่อต้องห้ามมาฉีกจิตใจใคร

"ถอยห่างจากแท่น!" ฉันตะโกน "ชั้นสี่ ยกโล่! ลิลี่ คอยสกัดแนวหิน! มิน อัน โขม อย่าเข้าใกล้ไอม่วง!"

ชั้นสี่ย่างเท้าหนัก ๆ โล่ยักษ์สีเทาหม่นถูกปักลงกับพื้นศิลาดังสนั่น คลื่นมืดที่ปะทุออกจากเข็มกระแทกเข้ากับผิวโล่ เกิดประกายไฟดำกระจายเป็นละออง เขารับแรงไว้ได้ แต่แขนสั่น เหงื่อผุดที่ขมับ

ลิลี่ไม่พูดมาก Spirit Blade ในมือเธอเปล่งแสงบางเหมือนเดือนเสี้ยว เธอยืนครึ่งก้าวหน้ามินและอัน ดวงตาจับทุกเสี้ยวหินที่เริ่มส่งเสียงปริ

โขมซึ่งปกติยิ้มเหลวไหลกลับหุบปากสนิท มือกุมมีดสั้นไว้แน่น "ปากถ้ำด้านบนยังเปิดอยู่ แต่ลมมันกลับทิศ ฉันไม่ชอบแบบนี้"

มินยกฝ่ามือขึ้นสแกนเรดาร์ปราณรอบตัว แสงจุดเล็ก ๆ วิ่งบนผิวหนังเธอ "คลื่นมืดกระจายจากใจกลาง ถ้ามันกินผนังถ้ำต่อ อีกไม่นานเพดานจะรับน้ำหนักตัวเองไม่ไหว"

อันกุมตะเกียงวิญญาณไว้กับอก แสงอุ่นในมือเธอริบหรี่ทุกครั้งที่ไอม่วงพัดผ่าน "จิน... เข็มเล่มนั้นมันกำลังเรียกอะไรบางอย่างจากข้างบน"

ฉันไม่ได้ตอบทันที เพราะครามทรุดลง

เข่าของเธอกระทบพื้นศิลา เสียงเพลงคลื่นหลุดจังหวะเป็นคลื่นกระเพื่อมที่ไม่ยอมสงบ กู่ฉินส่งเสียงสั่นเครือราวสายจะขาด ใบหน้าซีดเผือดจนเส้นเลือดจางใต้ผิว ผมสีเข้มเปียกเหงื่อติดแก้ม เธอกุมอกด้วยมือข้างหนึ่ง อีกข้างยังเกาะกู่ฉินไว้แน่นเหมือนกลัวว่าถ้าปล่อย ชื่อนั้นจะพุ่งออกจากเครื่องสายแล้วกลืนทุกคน

คลื่นเสียงสะท้อนในถ้ำบีบอัดจิตใจไม่เลือกหน้า ฉันเองก็รู้สึกถึงแรงกดที่ขมับ แต่สำหรับครามมันรุนแรงกว่า ชื่อมู่หรงเทียนไม่ได้เพียงดังในหูเธอ มันสั่นในเลือด ในสำนัก ในบาดแผลที่เธอไม่เคยเล่าให้ฉันฟังจนจบ

ฉันก้าวเข้าไปในทันที เข่าข้างหนึ่งทรุดลงข้างเธอ ฝ่ามือประกบหลังมือที่สั่นของเธอ แล้วส่งปราณสายฟ้าระดับสามขั้นสมบูรณ์ผสานไออุ่นเข้าไปตามข้อมือ ขึ้นต้นแขน สู่แก่นจิต ฉันไม่ผลักแรง ไม่เร่ง ไม่พยายามฉีกม่านความมืดในใจเธอ เพียงค่อย ๆ โอบคลื่นรบกวนให้ช้าลง เหมือนใช้สายฟ้าเส้นเล็กผูกเรือที่กำลังจะล่มให้กลับมาจอดข้างฝั่ง

"หายใจตามฉัน" ฉันเอ่ยต่ำ "นับหนึ่งถึงสาม อย่าตามเสียงสะท้อน"

เธอพยายาม ลมหายใจแรกสะดุด ลมที่สองยาวขึ้น ลมที่สามยังสั่น แต่ไม่ขาด เสียงเพลงคลื่นค่อย ๆ ลดความกรีดเหลือเพียงคลื่นแผ่วที่กระเพื่อมอยู่ใต้ผิวน้ำ

"มู่หรงเทียน..." เสียงของเธอแหบและสั่น "คืออาจารย์อาผู้ทรยศสำนักคลื่นครามเมื่อร้อยปีก่อน ไม่นึกว่าเขาจะกลายมาเป็นผู้อยู่เบื้องหลังค่ายกลกลืนตะวัน"

ประโยคนั้นตกลงกลางความเงียบของพวกเราเหมือนหินก้อนสุดท้ายก่อนถ้ำจะปริ

ฉันมองหน้าเธอ ดวงตาสีครามไม่ใช่ความกลัวธรรมดา หากเป็นความเจ็บที่ถูกขุดขึ้นจากหลุมฝังนานเกินไป "เขาเคยเป็นคนของสำนักเธอ"

"เคยเป็นแสงของคลื่น" เธอกัดริมฝีปากจนซีด "เขาถือกู่ฉินได้งดงามกว่าใคร ยิ้มให้นักเรียนรุ่นหลังราวพี่ชาย แต่คืนที่ค่ายกลกลืนตะวันถูกจุดครั้งแรก เขาหันคลื่นของตัวเองกลับมากลืนอาจารย์และพี่น้อง ชื่อของเขาถูกห้ามเอ่ยในสำนักตั้งแต่นั้น ใครเอ่ย... คลื่นจะจำ และคลื่นจะลงโทษคนเอ่ย"

กู่ฉินในอ้อมแขนเธอส่งเสียงครางต่ำอีกครั้ง ราวกับเครื่องสายเองก็ไม่ต้องการให้ชื่อนั้นลอยอยู่ในถ้ำนี้

ฉันกำมือเธอแน่นขึ้นอีกนิด สายฟ้าอุ่นยังคงไหลไม่ขาด "เราจะไม่ให้ชื่อนั้นกลืนเธอตรงนี้ ฟังฉัน คราม ปมนี้ยังไม่จบ และฉันจะไม่ปล่อยให้เธอแบกมันคนเดียว แต่ถ้าเข็มเล่มนั้นไม่ถูกผนึกภายในสิบนาที ถ้ำจะเป็นคนตัดสินเรื่องราวทั้งหมดแทนเรา"

เธอหลับตาลงครู่หนึ่ง ขนตาเปียกสั่น เมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้ง ความสั่นยังอยู่ แต่ลำคอของเธอตรงขึ้น "ฉันรู้ ผนึกมันก่อน"

"ได้" ฉันพยักหน้า "เธออยู่ข้างหลังฉัน เล่นเพียงคลื่นที่มั่น อย่าไล่ตามเสียงมืด ชั้นสี่จะรับแรงปะทุ ลิลี่คอยแนวหิน มินจับเวลาและเรดาร์ อันอย่าปล่อยแสงตะเกียงดับ โขมเฝ้าทางขึ้น ถ้ามีอะไรเคลื่อนจากด้านบน ให้ร้องทันที"

โขมดีดมีดสั้นเล่นหนึ่งครั้งแล้วหุบ "ถ้ามีงูโผล่มา ฉันจะตัดหัวให้ก่อนที่มันจะได้ยินชื่อตัวเอง"

"อย่าประมาท" ฉันกล่าวสั้น ๆ แล้วลุกขึ้น

แท่นบูชาอยู่ห่างออกไปไม่ถึงสิบก้าว แต่ทุกก้าวที่ฉันเดินเข้าไป อุณหภูมิรอบตัวก็ร่วงลง ไอเย็นจากเข็มมืดพุ่งเข้าทำร้ายผิวหนังเหมือนเข็มเล็กนับพันทิ่มตามข้อมือและลำคอ ฉันกัดฟันไม่ถอย ปราณสายฟ้าสามขั้นสมบูรณ์หมุนรอบกายเป็นวงบาง ไม่ใช่เพื่อทะลวงระดับ หากเพื่อกันไม่ให้ปราณม่วงดำเซาะเข้าเส้นลมปราณ

ชั้นสี่ย่างตามมาทางซ้าย โล่ยักษ์ถูกยกเฉียงรับคลื่นมืดที่ปะทุเป็นระลอก ทุกครั้งที่คลื่นกระแทก เขาก็ส่งเสียงฮึดต่ำในลำคอ โล่ส่งประกายร้าวบาง ๆ แต่ยังไม่แตก "อีกสองระลอกแบบนี้ ฉันรับไหว ถัดจากนั้นต้องเร็วเข้า จิน"

"จะเร็ว" ฉันตอบ

มือขวาล้วงเข้าอกเสื้อ ตลับศิลาที่เย็นและหนักอยู่กับหัวใจมาตลอดการเดินทางถูกดึงออกมา ฝาตลับสลักลายเมฆจาง ๆ สั่นเองเมื่อเข้าใกล้เข็ม ราวกับรู้ว่าสิ่งที่มันต้องกลืนนั้นหิวและโกรธ

ฉันยืนบนแท่นบูชา ฝ่าเท้าสัมผัสรอยสลักงูและคลื่น ความเย็นซึมผ่านรองเท้าผ้าขึ้นมาถึงหัวเข่า เข็มตรึงวิญญาณเล่มที่สองปักอยู่ตรงกลาง สีดำสนิทจนแสงตะเกียงตกกระทบแล้วหาย ลายโบราณบนด้ามเข็มคล้ายตัวอักษรที่ถูกขูดจนเหลือเพียงเงา อ่านไม่ออก แต่สัมผัสได้ถึงเจตนาเดียว คือตรึง กลืน และไม่ยอมให้ใครจากไป

[ระบบ] แจ้งเตือน: เริ่มพิธีผนึกชั่วคราว เงื่อนไขความสำเร็จ — ปราณสายฟ้าสามขั้นสมบูรณ์ต้องประสานกับเสียงเพลงคลื่นโดยไม่ให้แก่นจิตผู้เล่นถูกชื่อต้องห้ามดึงหลุด หากหลุดกลางทาง เข็มจะดีดกลับและฉีกมิติถ้ำทันที

"คราม" ฉันเรียกโดยไม่หันหลัง "ตอนนี้"

เธอยกกู่ฉินขึ้น นิ้วที่ยังสั่นแตะสายแรก เสียงเพลงคลื่นไหลออกมาไม่ดังเท่าครั้งก่อน แต่หนักและนิ่งกว่า คลื่นนั้นไม่พุ่งชนเข็มตรง ๆ หากโอบรอบมันเหมือนน้ำทะเลโอบโขดหิน ทุกโน้ตเป็นเชือกบางที่มองไม่เห็น

ฉันปล่อยปราณสายฟ้าระดับสามขั้นสมบูรณ์ออกจากฝ่ามือ เส้นแสงสีทองไม่แตกสาด หากถักเป็นเส้นเล็กจำนวนมาก พุ่งไปพันกับคลื่นเสียงของเธอ ทองและครามบิดเข้าหากันกลางอากาศ เกิดเป็นร่างแหที่รัดรอบด้ามเข็มมืด

เข็มดิ้น

แรงดีดครั้งแรกกระแทกข้อมือฉันจนกระดูกชา ปราณม่วงดำพุ่งขึ้นเป็นหนาม พยายามแทงร่างแหให้ขาด ชั้นสี่ก้าวขึ้นครึ่งก้าว โล่ยักษ์ปักกั้นหนามไว้ได้ส่วนใหญ่ แต่เสี้ยนมืดที่หลุดรอดยังกรีดแก้มฉันเป็นรอยบาง เลือดอุ่นผสมเหงื่อเย็น

"อย่าดึงแรงเกินตัว!" ชั้นสี่คำราม "มันกำลังง้างกลับ!"

"ฉันรู้ขีด" ฉันกัดฟัน "สามขั้นสมบูรณ์ก็พอจะรัดมัน ถ้าครามไม่หลุด"

เสียงเพลงคลื่นสั่นหนึ่งจังหวะเมื่อชื่อมู่หรงเทียนกระซิบขึ้นอีกครั้งจากตัวเข็มเอง มันเลียนเสียงคน เลียนเสียงหัวเราะเก่า เลียนคำว่าศิษย์น้อง ครามสะดุ้ง นิ้วพลาดสายไปครึ่งเสี้ยว

ฉันหมุนปราณอุ่นสวนกลับไปตามคลื่นของเธอทันที ไม่ใช่คำปลอบ หากเป็นจังหวะ "อยู่กับฉัน อย่าฟังมัน ฟังคลื่นที่เธอเป็น"

เธอกลืนเสียงสะอื้นกลับลงคอ แล้วดีดสายใหม่ คราวนี้หนักขึ้น โน้ตต่ำกดเข็มให้หยุดง้าง เส้นสายฟ้าสีทองของฉันฉวยจังหวะนั้นรัดตรึงรอบด้ามครบวง ร่างแหทองครามกระชับจนเข็มส่งเสียงกรีดแหลมเหมือนโลหะถูกน้ำทะเลเผา

"ขึ้น!" ฉันตะโกน

แรงทั้งหมดในระดับสามขั้นสมบูรณ์ถูกเทลงที่ข้อมือ ไม่มีเศษเหลือให้คิดเรื่องทะลวงชั้นเชิง ฉันดึง เข็มตรึงวิญญาณเล่มที่สองหลุดจากแท่นบูชาพร้อมเสียงหินฉีก ปราณม่วงดำระเบิดออกเป็นวงแหวน แต่ถูกโล่ของชั้นสี่และคลื่นของครามเบี่ยงออกด้านข้าง เข็มดิ้นกลางอากาศ พยายามปักกลับลงศิลา ฉันไม่ยอม ฝ่ามือซ้ายกระแทกฝาตลับศิลาให้เปิด อักษรโบราณบนฝาตลับลุกเป็นแสงหม่น

"เข้าไป!"

เส้นทองและคลื่นครามรัดเข็มให้ตรง แล้วกดมันลงในตลับ ปลายเข็มขีดฝาด้านในส่งประกายดำจัดก่อนจะถูกกลืนทั้งเล่ม ฉันปิดฝาทันที ปราณสายฟ้าพุ่งเป็นตราประทับบาง ๆ ทาบลงบนรอยต่อ เสียงเพลงคลื่นของครามตามมาเป็นชั้นน้ำสุดท้าย ห่อตลับไว้จนแรงดิ้นข้างในแผ่วลงเหลือเพียงการสั่นในอุ้งมือ

ตรึงไว้ได้

[ระบบ] แจ้งเตือน: ผนึกเข็มตรึงวิญญาณเล่มที่ 2 ลงในตลับศิลาสำเร็จ! ได้รับรางวัล แต้มฟื้นฟูปราณ 50% และพิกัดเสาค่ายกลต้นที่ 2 พิกัดถูกบันทึกในแก่นจิตผู้ใช้ โปรดระวัง: ระดับคงอยู่ที่สามขั้นสมบูรณ์ การฟื้นฟูปราณไม่เท่ากับการทะลวง

ความอบอุ่นพุ่งกลับเข้าเส้นลมปราณครึ่งหนึ่งของที่ฉันเสียไป แผลที่แก้มหยุดเลือดเอง มือที่ชาเริ่มขยับได้ ฉันยังยืนอยู่ที่เดิม ไม่มีฟ้าผ่าแห่งการเลื่อนขั้น ไม่มีประตูระดับสี่เปิดให้แม้เพียงเสี้ยว ระบบพูดชัด และร่างกายฉันก็ยืนยันเช่นนั้น ฉันยังเป็นระดับสามขั้นสมบูรณ์ คนที่ต้องใช้ทุกอย่างที่มี ไม่ใช่คนที่เพิ่งก้าวข้ามขีดจำกัด

ฉันสอดตลับศิลาคืนเข้าอกเสื้อ มันหนักขึ้นกว่าเดิม และเย็นจนเสื้อชั้นในเหนียวติดผิว แต่ตราประทับยังอยู่ เข็มไม่หลุด

"สำเร็จแล้ว" ฉันหันไปหาคราม

เธอยังคุกเข่า แต่สีหน้าไม่ซีดเท่าเมื่อครู่ สายกู่ฉินค่อย ๆ นิ่ง เธอมองมาที่อกเสื้อฉัน แล้วพยักหน้าช้า ๆ "คลื่นจำตำแหน่งเสาต้นที่สองได้แวบหนึ่ง... มันอยู่ทางทิศที่แสงตะวันถูกกลืน ไม่ไกลจากปากถ้ำนี้"

"เก็บไว้ก่อน" ฉันกล่าว "ออกจากที่นี่—"

คำพูดขาดสะบั้น

เพราะวินาทีที่เข็มถูกดึงออกจากแท่น ค่ายกลเสียงสะท้อนเสียสมดุลทั้งถ้ำ

เสียงต่ำก้องขึ้นจากใต้พื้น ราวกับกลองยักษ์ถูกตีจากใจกลางหิน เพดานปริเป็นรอยแยกยาว ฝุ่นศิลาโปรยลงมาเป็นม่านเทา หินก้อนเท่าหัวคนหลุดก่อน ตามด้วยก้อนที่ใหญ่กว่าลำตัว

"ถอย!" ฉันร้อง

ชั้นสี่สับโล่ขึ้นเหนือศีรษะ รับก้อนหินก้อนแรกจนแขนทรุด แต่ไม่ยอมให้มันทับคราม มินคว้าแขนอันถอยไปทางบันไดหิน โขมปักมีดสั้นไว้ที่รอยแยกเพื่อใช้เป็นจุดยันตัวขณะมุดหลบซากที่ร่วง

ก้อนยักษ์สีดำขนาดเกวียนฉีกออกจากเพดาน พุ่งตรงลงมายังมินและอัน

ลิลี่วูบ

Spirit Blade ของเธอวาดเป็นเส้นโค้งบางสีเงิน ฟันสกัดกลางลำหิน ไม่ได้ฟันให้ขาดเป็นสองเสี่ยงเท่ากัน หากเฉือนจุดรับน้ำหนักจนหิน!