📖 เกิดใหม่เป็นเทพ ระบบพลังมาเยือน
เกิดใหม่เป็นเทพ ระบบพลังมาเยือน · บทที่ 121 จาก 135

ตอนที่ 121: บทที่ 121

เสียงคำรามสุดท้ายของอสูรยังคงสั่นสะเทือนอยู่ในกระดูกของฉัน แม้ความเงียบจะกลับมาปกคลุมยอดผาแล้วก็ตาม มันไม่ใช่เสียงที่หูได้ยิน หากเป็นแรงสะเทือนที่ค้างอยู่ในไขกระดูก ราวกับโลกยังไม่ยอมลืมว่าเมื่อครู่มีบางสิ่งตายอยู่ตรงนี้

เบื้องหน้าคือรอยแยกขนาดมหึมา มืดมิดราวกับปากแผลของผืนดิน ขอบหินฉีกขาดเป็นริ้ว หยดน้ำค้างแข็งตัวเป็นเข็มบางๆ ตามซอกผา ลมหายใจโบราณที่เย็นเยียบและชื้นแฉะพวยพุ่งออกมาจากเบื้องล่าง ปะปนกลิ่นเหล็กเก่า กลิ่นมอส และกลิ่นอายปราณที่แก่กว่าต้นไม้ทุกต้นบนเขาลูกนี้ มันดุร้ายโดยไม่ต้องคำราม เพียงแค่หายใจก็ทำให้ขนลุก

ฉันหันไปมองหน้าพรรคพวกทีละคน

แววตาของทุกคนมุ่งมั่น แต่ความกังวลซ่อนอยู่ใต้เปลือกตาอย่างปิดไม่มิด ครามยืนนิ่งปลายนิ้วขยับเบาๆ ราวกับสายพิณที่มองไม่เห็นขึงอยู่ระหว่างอากาศกับใจของเธอ พร้อมจะดีดได้ในลมหายใจถัดไป ลิลี่กุมด้ามดาบวิญญาณแน่นจนข้อนิ้วขาว คมดาบสั่นแผ่วๆ เหมือนสัตว์ที่ ได้กลิ่นเลือดแต่ยังถูกสั่งให้หมอบ ชั้นสี่ขยับสายรัดโล่ยักษ์บนหลัง แผ่นโลหะหนาครูดกันเบาๆ เสียงนั้นเล็กจนแทบไม่มี แต่ในความเงียบแบบนี้มันดังเกินไป มินกำหมัดทั้งสองข้าง อันเช็ดเหงื่อที่ขมับแม้ลมจะหนาว โขมหมอบต่ำสายตาจับขอบเหว วัดลม วัดเงา วัดทุกสิ่งที่คนอื่นยังไม่ทันเห็น

[ระบบ] หน้าต่างแสงสีอำพันผุดขึ้นตรงขอบสายตาฉัน สั้น ชัด และไม่ให้อภัย

[ยืนยันตำแหน่ง: เข็มตรึงวิญญาณเล่มที่ 2 อยู่ ณ ใจกลางถ้ำเสียงสะท้อน]

[คำเตือน: สภาพแวดล้อมเป็นศัตรู หลีกเลี่ยงการสร้างคลื่นเสียงโดยไม่จำเป็น]

ไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว

ฉันสูดหายใจลึก กลิ่นอายของถ้ำทำให้แก่นทองคำในร่างสั่นสะเทือนเบาๆ ไม่ใช่การทะลวง ไม่ใช่การขึ้นระดับ มันเป็นเพียงการตอบสนองของสิ่งที่มีอยู่แล้วต่อสิ่งที่เก่าแก่กว่า ระดับสามขั้นสมบูรณ์ของฉันยังคงเป็นเพดานที่ฉันไม่ยอมแตะให้แตกในวันนี้ ถ้าแก่นสั่นเกินกว่านี้ ฉันจะต้องกดมันลงเอง

“ทุกคน…ตามฉันมา”

สิ้นคำ เราก็ก้าวข้ามขอบเหว ดิ่งสู่ความมืดมิดใต้พิภพ

ลมกรีดใบหน้า เสื้อคลุมปลิวเป็นธงขาด ฉันปล่อยปราณทองคำแผ่เป็นวงบางๆ ใต้ฝ่าเท้า ไม่ใช่เพื่อบินอวดใคร หากเพื่อชะลอการตกของทั้งกลุ่ม ชั้นสี่หนักที่สุด โล่ของเขาดึงแรงโน้มถ่วงลงมาเหมือนขุนเขาลูกเล็ก ฉันต้องเบี่ยงพลังไปรับเขาโดยไม่ส่งเสียงกระแทก ครามร่อนตามมาอย่างนุ่มนวล ผมยาวของเธอปลิวตัดแสงสลัว ลิลี่ดิ่งลงในท่าดาบชี้พื้น พร้อมจะปักคมหากมีอะไรพุ่งขึ้นมาจากความมืด

เท้าแตะพื้นถ้ำ

ความเงียบหนักอึ้งจนน่าอึดอัดทันที ราวกับใครบางคนเอาฝ่ามือขนาดเท่าฟ้ามากดลงบนหูของเรา แสงจากแก่นทองคำของฉันส่องสว่างได้เพียงระยะสั้นๆ ไม่กี่วา เผยให้เห็นผนังถ้ำที่เรียบมันวาวราวกับผลึกนิลกาฬ ทุกเหลี่ยมมุมสะท้อนเงาของเราเป็นชั้นๆ ทับกันไม่รู้จบ ยิ่งมองยิ่งเหมือนมีคนอีกโหลยืนอยู่ในความมืด คอยเลียนท่าเราช้าไปครึ่งจังหวะ

“อย่าพูดดัง,” ฉันกระซิบ จนลมหายใจยังดังกว่าคำพูด “อย่ากระทืบ อย่าชักอาวุธแรง”

โขมพยักหน้า เขาเป็นคนที่เข้าใจถ้ำดีที่สุดในพวกเรา เขาย่อตัว หยิบก้อนกรวดเล็กจากซอกหิน ชั่งน้ำหนักในฝ่ามือ แล้วโยนลงไปข้างหน้าเบาๆ เพื่อวัดความลึกของทางที่มืดสนิท

เสียง “กริ๊ก”

มันควรจะเล็ก

แต่มันไม่ได้เล็ก

หินกระทบพื้นไม่ได้เกิดเสียงสะท้อนเพียงครั้งเดียว เสียงนั้นแตกกระจายออกเป็นพัน เป็นหมื่น ราวกับถ้ำทั้งถ้ำเป็นระฆังใบเดียวที่ถูกเคาะตรงหัวใจ กรวดเม็ดเดียวกลายเป็นพายุเสียงแหลมแสบแก้วหู คลื่นกระทบผนังผลึกแล้วหักกลับมาชนกันเอง เสียงแหลมผ่ากะโหลก เสียงทุ้มกระแทกหน้าอก เสียงคมกรีดแนวปราณจนเส้นลมปราณของฉันกระตุก

“อุดหู!” ฉันตะโกน แล้วก็เสียใจทันที เพราะเสียงของฉันเองถูกขยายกลับมาเป็นฝูงมีด

ทุกคนยกมือทาบหู ชั้นสี่สบถคำหยาบคำหนึ่ง เสียงนั้นบานเป็นฟ้าร้อง ทำให้เลือดกำเดาของอันไหลเป็นเส้นบางๆ มินทรุดเข่า ลิลี่กัดริมฝีปากจนแสบ แต่ไม่ยอมปล่อยดาบ ครามหลับตา นิ้วของเธอกดลงบนอากาศราวกับกดสายพิณที่กำลังจะขาด เธอไม่ดีด เธอ “เก็บ” คลื่นเอาไว้ด้วยปราณเสียงเพลงคลื่น เป็นการฝืนธรรมชาติของถ้ำนี้โดยตรง

ภาพเบื้องหน้าบิดเบี้ยว เงาของพวกเราซ้อนทับกันเป็นภาพหลอน คนหนึ่งกลายเป็นสิบ ดาบของลิลี่ชี้มาที่คอฉันในภาพสะท้อน ทั้งที่ตัวจริงของเธอยังคุกเข่าอยู่ข้างๆ โขมเห็นตัวเองเดินนำหน้าไปในความมืด ทั้งที่เท้าของเขายังปักอยู่กับที่

พายุเสียงค่อยๆ มอดลง เหลือเพียงเสียงหึ่งในกะโหลกที่ไม่มีวันหายในทันที

ฉันกดแก่นทองคำให้สงบ แล้วสรุปสิ่งที่เพิ่งเรียนรู้ด้วยราคาที่แพงเกินไป

“ถ้ำเสียงสะท้อนไม่ใช่แค่ชื่อ,” ฉันส่งเสียงผ่านลมหายใจมากกว่าผ่านลำคอ “มันคือกับดัก ทุกก้าว ทุกการใช้ปราณที่สั่นอากาศ จะถูกขยายแล้วย้อนมาเชือดเรา แม้แต่หายใจแรงก็อาจฆ่าได้”

โขมหน้าซีด เขามองก้อนกรวดที่หายไปในความมืดราวกับมันคือศพ

“ฉันผิด,” เขาขยับปากเกือบไร้เสียง “ครั้งหน้าฉันจะใช้เงา ไม่ใช้ของแข็ง”

“ไม่ใช่ความผิดของนาย,” ฉันส่ายหน้า “เป็นความผิดของที่นี่ มันอยากให้เราทำเสียง”

เรายืนนิ่งนานพอที่เลือดในหูจะหยุดไหลซึม แล้วค่อยขยับ ฝ่าเท้าแตะหินทีละนิ้ว ชั้นสี่ถอดโล่จากหลังมาถือต่ำ ไม่ให้ขอบโลหะครูดกัน มินกับอันเดินประกบปีก ครามเดินกึ่งกลางกลุ่ม ฝ่ามือทั้งสองเปิดรับคลื่นที่ตามองไม่เห็น เธอกระซิบให้ฉันได้ยินคนเดียว

“ที่นี่มีจังหวะของมันเอง ถ้าเราเดินให้ตรงจังหวะนั้น ถ้ำจะไม่ได้ของไปขยาย”

“แล้วจังหวะมันคืออะไร”

“ช้ากว่าหัวใจครึ่งจังหวะ,” เธอยิ้มบางๆ แต่ตายังไม่ยิ้ม “และห้ามกลัวดัง”

ฉันเกือบหัวเราะ กลัวดังได้ด้วยหรือ แต่นาทีนี้ทุกอย่างดังได้

เราเดินได้ไม่ถึงร้อยก้าว

เงาบนผนังเริ่มเคลื่อน

ตอนแรกฉันนึกว่าเป็นภาพหลอนที่ค้างจากคลื่นเสียง แต่เงาของเราหยุดเมื่อเราหยุด ส่วนเงาอีกชนิดหนึ่งไม่หยุด มันไหลรวมกันจากซอกผลึก ดึงความมืดมาเป็นเส้น แล้วปั้นตัวเองขึ้นจากความมืดมิดโดยไม่ต้องมีตัวตนให้แสงตกกระทบ

อสูรมังกรเงาโบราณ

ร่างของมันมหึมาจนเพดานถ้ำดูเตี้ยลง แต่ไร้ซึ่งน้ำหนัก เท้าของมันไม่กระทืบ หางของมันไม่กวาดฝุ่น เกล็ดสีนิลไม่สะท้อนแสงจากแก่นทองคำของฉัน มันดูดกลืน วงแสงรอบตัวฉันหดเล็กลงทุกครั้งที่มันขยับเข้ามา ราวกับความสว่างเป็นอาหาร และเรากำลังยืนถืออาหารอยู่ตรงหน้ามัน

ดวงตาของมันไม่มีลูกตา มีเพียงแอ่งมืดสองแอ่งที่หมุนวนช้าๆ เขาคู่หนึ่งโค้งไปด้านหลัง ปลายเขาแตะเพดานโดยไม่เกิดเสียง ปีกพับชิดลำตัว เหมือนผ้าม่านที่ยังไม่ถูกเปิด

ลิลี่ยกดาบวิญญาณ คมดาบเรืองแสงจางๆ เธอไม่ฟาด เธอเพียงชี้

“มันไม่มีกลิ่นเลือด,” เธอกระซิบ “มีแต่กลิ่นของสิ่งที่ถูกฝัง”

มังกรอ้าปาก

ไม่มีเสียงคำราม ไม่มีเปลวไฟ มีเพียงลมหายใจเงาทมิฬ พุ่งออกมาเป็นคลื่นความมืดไร้เสียง กว้างพอจะกลืนพวกเราทั้งกลุ่มในครั้งเดียว ความมืดนั้นไม่ร้อน ไม่หนาว มัน “ลบ” มันลบแสง ลบขอบเขตของร่าง ลบความรู้สึกว่าเท้ายังแตะพื้น

“โล่พสุธา!”

ชั้นสี่ตะโกน ทั้งที่รู้ว่าเสียงจะย้อนกลับมาทำร้ายเขา โล่ยักษ์ส่องประกายสีดินเหลืองรับเต็มหน้าคลื่น เสียงโลหะบิดเบี้ยวดังสนั่นราวกับภูเขาถูกบิดเป็นเชือก ร่างหนาเตอะของเขาถูกผลักถอยไปหลายเมตร ส้นเท้าไถหินเป็นร่อง เลือดซึมจากมุมปาก แต่เขายันไว้ได้ โล่ปรากฏรอยร้าวขนาดใหญ่จากขอบบนลงมากลางแผ่น ร้าวนั้นเรืองแสงสีเข้ม ราวกับความมืดพยายามไชเข้าไปในเนื้อโลหะ

คลื่นเสียงจากการปะทะย้อนกลับมาครั้งที่สอง พวกเราเซ ครามทรุด แต่ฝ่ามือของเธอยังกดจังหวะไว้ไม่ให้ถ้ำบ้าคลั่งไปกว่านี้ ชั้นสี่หัวเราะหอบ ทั้งที่หน้าซีด

“โล่ยังอยู่,” เขาพูดแผ่ว “ฉันยังอยู่ อย่ามามองฉันแบบนั้น”

ฉันมองรอยร้าวนั้นแล้วใจหายวาบ การโจมตีตรงๆ คือการฆ่าตัวตาย พลังของมันถูกถ้ำเลี้ยงไว้สมบูรณ์แบบ ยิ่งเราตีแรง ยิ่งถ้ำช่วยมันตีกลับ เกล็ดของมันกินแสงกินเสียง ลมหายใจของมันลบคน

ถ้าสู้แบบนักรบ เราจะตายแบบนักรบ และไม่มีใครได้เล่า

ทันใดนั้นหน้าต่างระบบก็ฉีกความมืดตรงหน้าฉัน เป็นแสงที่มังกรดูดกลืนไม่หมด เพราะมันไม่ได้เกิดในอากาศ มันเกิดในจิต

[ภารกิจย่อยฉุกเฉิน: ผู้พิชิตมังกรเงาโบราณ]

[คำอธิบาย: เอาชนะผู้พิทักษ์และชิงเข็มตรึงวิญญาณเล่มที่ 2]

[รางวัล: แต้มสถานะ +50, กล่องสุ่มศาสตราโบราณ (ระดับสูง)]

[ข้อจำกัด: ห้ามทะลวงขีดจำกัดระดับระหว่างภารกิจ แก่นทองคำระดับสามขั้นสมบูรณ์ต้องคงสภาพ]

[กำลังสแกนจุดอ่อนของเป้าหมาย...]

[การสแกนเสร็จสิ้น! พบจุดอ่อน 3 ตำแหน่ง]

1. [อัญมณีเสียงสะท้อน] ที่หน้าผาก: ศูนย์กลางการควบคุมเงาและเสียงสะท้อน หากทำลายจะทำให้การควบคุมเสียงของมันปั่นป่วน

2. [เกล็ดเงาสะท้อน] ใต้ทรวงอก: เกล็ดเพียงชิ้นเดียวที่สะท้อนปราณแทนที่จะดูดกลืน เป็นจุดอ่อนในการป้องกัน

3. [ข้อต่อปีกซ้าย]: จุดรวมพลังงานเงาที่ไม่เสถียรที่สุด การโจมตีที่จุดนี้จะขัดขวางการเคลื่อนไหวและการสร้างร่างเงาของมัน

ข้อมูลนี้เปลี่ยนทุกอย่าง

ฉันไม่พูด ฉันส่งกระแสจิตไปตามเส้นที่เคยผูกไว้กับพวกเขาระหว่างทางขึ้นเขา เสียงในหัวเบากว่าเสียงกระซิบ และถ้ำขยายมันไม่ได้

“ฟังฉัน สามจุด หน้าผากมีอัญมณีเสียง ใต้ทรวงอกมีเกล็ดแผ่นเดียวที่สะท้อนปราณ ไม่ดูดแสง ปีกซ้ายข้อต่อไม่เสถียร ห้ามตีสุ่ม ห้ามตะโกน ชั้นสี่ นายคือกำแพง ไม่ใช่หอก ลิลี่ นายรับเกล็ดใต้อก คราม นายอย่าดีดให้ดัง นาย ‘ตัดจังหวะ’ อัญมณีที่หน้าผาก โขม มิน อัน พวกนายเบี่ยงสายตาของมันด้วยเงาและการเคลื่อนที่ช้า ฉันจะจบที่ปีกซ้าย จำไว้ ฉันจะไม่ทะลวงระดับ ถ้าแก่นฉันสั่นเกิน แสดงว่าแผนพัง และพวกนายต้องถอย”

“รับทราบ,” เสียงของชั้นสี่ในหัวห้าวแต่ต่ำ

“ดาบวิญญาณของฉันไม่จำเป็นต้องส่งเสียงถ้าฉันไม่ต้องการ,” ลิลี่ตอบ สั้นและเย็น

“ฉันจะให้เพลงของถ้ำนี้กลืนตัวมันเอง,” ครามกล่าว และในกระแสจิตของเธอมีคลื่นซัดอยู่เบามือ

มังกรขยับอีกครั้ง คราวนี้มันไม่พ่นลมหายใจ มันฟาดหาง หางที่เป็นเงาตัดผ่านอากาศโดยไม่มีเสียง แต่อากาศที่ถูกตัดกลับมาร้องแทนมัน คลื่นกระแทกชั้นสี่เต็มโล่เป็นครั้งที่สอง รอยร้าวยาวขึ้น เขาขัดฟัน ยันเข่า ไม่ถอยเพิ่มแม้แต่นิ้ว

“มาได้,” ฉันสั่งในใจ “ตอนนี้”

โขมวิ่งชิดผนัง เท้าของเขาแตะจังหวะที่ครามกำหนดไว้ ช้ากว่าหัวใจครึ่งจังหวะ เขาไม่โยนหินอีก เขาโยนเงาของตัวเอง ด้วยการเบี่ยงแสงจากแก่นของฉันให้ขาดช่วง มินกับอันแยกซ้ายขวา หมุนตัวต่ำ อาวุธสั้นในมือไม่ฟาดหิน เพียงวาดเส้นปราณบางๆ ให้มังกรต้องเลือกที่จะมอง

อสัญมณีบนหน้าผากของมันสว่างขึ้นเป็นสีนิลเหลว ถ้ำเริ่มเก็บเสียงฝีเท้าของโขม เพื่อจะขยายมันในอีกครึ่งลมหายใจ

ครามยกมือ

เธอไม่ดีดพิณที่มองเห็น เธอดีดพิณที่ถ้ำสร้างขึ้นเอง นิ้วทั้งสิบแตะจังหวะต้องห้าม จังหวะที่ช้ากว่าหัวใจ และจังหวะที่เร็วกว่าเสียงสะท้อนเพียงเส้นบางๆ เพลงคลื่นของเธอไม่ได้พุ่งไปที่มังกร มันพุ่งไปที่ “ช่องว่าง” ระหว่างเสียงกับเสียงสะท้อน ทำให้คลื่นสองลูกชนกันก่อนจะโต

อัญมณีเสียงสะท้อนสั่น

มังกรสะดุดในความเงียบของตัวเองเป็นครั้งแรก ปากของมันอ้า แต่ลมหายใจเงาทมิฬออกมาเป็นเสี่ยง ไม่เป็นลำ ชั้นสี่หัวเราะในลำคอโดยไม่ยอมให้เสียงหลุด

“ปากมันเบะแล้ว”

“ลิลี่!”

เธอกระโดด

ดาบวิญญาณไม่ร้อง มันเป็นเส้นเงินที่ถูกเก็บเสียงไว้ในคม ลิลี่ปักร่างลงใต้ทรวงอกของมังกร จุดที่แสงทองของฉันไม่ถูกดูดหายไปทั้งดุ้น มีเกล็ดแผ่นเดียวที่วาววับต่างจากพี่น้องของมัน มันสะท้อนปราณ มันทรยศเจ้าของ

คมดาบจรดเกล็ดนั้น

ไม่ขาดในทันที เกล็ดเก่าแก่กว่าดาบ แต่ลิลี่ไม่ดึงกลับ เธอหมุนข้อมือ ส่งวิญญาณดาบเข้าไปตามรอยต่อระหว่างเกล็ดกับเนื้อเงา มังกรดีดตัว อุ้งเท้าปัดเธอหลุด ลิลี่กระเด็น กลิ้งหลบหางที่ฟาดตามมาอย่างฉิวเฉียด เลือดเป็นเส้นที่ข้อมือเธอ แต่เธอยิ้ม

“ร้าวแล้ว,” เธอส่งมาในกระแสจิต “ไม่ทะลุ แต่ร้าว ตีซ้ำได้ถ้ามันเงยคอ”

อัญมณีหน้าผากของมังกรร้าวเป็นใยแมงมุมจากเพลงของคราม เสียงในถ้ำสะท้อนกลับเป็นคลื่นดำทะลุเกล็ดเงา ลำตัวมหึมาทรุดกลางวงเวทย์ เลือดมืดพุ่งเป็นหมอก ดวงตาคู่หนึ่งวูบดับทีละข้าง ปีกขาดกระชากพื้นจนหินถล่ม

[ระบบ] มังกรเงา — แกนอัญมณีหน้าผากแตก 78% พลังเงารั่วไหล ไม่สามารถรักษาตัว สถานะ: ใกล้สลาย

ทว่าก่อนร่างจะพัง ปากมังกรอ้ากว้าง ยิ้มด้วยฟันที่ยังเหลือ แล้วกระซิบชื่อที่ครามไม่ควรได้ยินอีก!