ตูม
เพดานแตกร้าว เปลวดำเลียรอยแยก กลิ่นไหม้กับคาวเลือด
ฉันชักไม่มีกระบี่ ของฉันคือปราณ ฉันตัดชายเสื้อตรงตราด้วยสายฟ้าสั้นๆ ผ้าขาด ตกพื้น แล้วเผาให้มอด
"ไป!" ฉันตะโกน
ลิลี่ดึงจินยี "ทางไหน"
"แท่นกลาง" ฉันชี้วงแหวนศิลาสามชั้น "โคมส่องผัง"
จินยียกโคมเหนือหัว แสงม่วงโยงเป็นเส้นดาวบนอากาศ วงแหวนเริ่มหมุน
เพดานระเบิดก่อนถึงห้า หินยักษ์ร่วง ลิลี่ฟันเศษที่จะทับจินยี ฉันก้าวสายฟ้าพาคนสองคนขึ้นแท่น
"เก้า"
ฝุ่นเข้าตา
"แปด"
มือเซียนดำโผล่จากรอยแยก คว้าอากาศ
"ห้า"
จินยีเสียงสั่น "พี่จินคะ หนูกลัว"
"กอดโคมไว้"
"สาม"
ลิลี่กระซิบ "ถ้าประตูไม่เปิด ข้าขวางหนึ่งจังหวะ เจ้าพาน้องหนีรูซ้าย"
"ไม่ทิ้ง"
"หนึ่ง"
แสงทองผสมฟ้าระเบิดจากแท่น โลกพลิก
ฉันกระแทกดินไผ่ ใบไผ่ตัดแก้ม ลมหวีด
จินยีไอข้างๆ โคมยังติด ลิลี่ลุกได้ก่อน กระบี่ปักดินเป็นไม้เท้า
ด้านบนดงไผ่ หญิงสาวผมสั้นยืนบนใบไผ่เหมือนไร้น้ำหนัก ย่ามโต เคี้ยวโคนหญ้า นางก้มมองพวกเรานอนเกลือก
"สามคนตกจากฟ้า" นางพูดเสียงกวน "ข้าเก็บสมุนไพร ไม่ได้รับศพ"
ฉันลุก นับนิ้วแหวนยังอยู่ "ไม่ใช่ศพ"
นางยิ้มมุมปาก "ยังพูดได้ สู้ได้ไหม"
"ได้"
มีดวายุทดสอบยังไม่ลง แค่นางสะบัดชายเสื้อ ลมก็เฉือนดินข้างเท้าฉันเป็นร่อง
ลิลี่ยกกระบี่ "อย่าเล่น"
"ข้ายังไม่ได้เล่น" นางตอบ "ข้าถาม"
จินยีซ่อนหลังฉัน "พี่จิน คนนี้ศัตรูไหมคะ"
ฉันมองย่ามสมุนไพร กลิ่นยาสด ไม่ใช่กลิ่นปราณดำ "ยังไม่รู้ น้องอย่าจุดโคมใส่หน้าเขา"
นางหัวเราะ "เขา? ตาท่านบอดหรือตาดีเกิน"
ฉันแก้ "นาง"
"ดีกว่า" นางเคี้ยวต่อ "ชื่ออัน วิชาวายุ ถูกสำนักขับเพราะไม่ก้มหัวคนคด ถ้าพวกท่านไม่ใช่สำนักมืด ข้าไม่ฆ่าวันนี้"
เพดานที่เราทิ้งไปไม่ตามมา แต่กลิ่นไหม้ยังติดเสื้อ
ฉันพยัก "ฉันจิน นี่ลิลี่ นี่จินยี เราเพิ่งหนีเซียน"
อันเป่าลมสั้นๆ "เซียน? งั้นข้าไม่ยืนบนใบไผ่แล้ว"
นางกระโดดลง เบา ยื่นห่อยา "ทา แล้วค่อยเล่า ข้าไม่อยากแบกศพคนหิว"
จินยีกระซิบ "พี่จิน หนูหิวค่ะ"
อันได้ยิน "มีขนมด้วย"
ไกลออกไปหมอกเริ่มหมุน ฉันยังไม่ชินลมแดนนี้
แต่มีคนที่สี่แล้ว ถ้าไม่แทงหลังในคืนนี้
บนดงไผ่ ลมคนละแบบกับถ้ำ ชื้นและมีแมลง ฉันดีใจที่ได้ยินแมลง
อันโยนยาอีกห่อ "อย่าเคี้ยวพร้อมดิน"
ลิลี่ไม่นั่งใกล้กองไฟหลังนาง "ข้าเฝ้าทิศที่เราตกมา"
"เฝ้าสิ" อันตอบ "ข้าเฝ้าท้อง"
จินยีถามเสียงเล็ก "คุณอันอยู่ป่าคนเดียวตั้งแต่เมื่อไหร่คะ"
"ตั้งแต่ปากยังไม่รู้จักคำว่าก้ม" นางตอบ "อย่าคุณ"
ฉันเล่าสั้น หมู่บ้าน ระบบ เซียน แอ่งสายฟ้า ไม่แต่ง
อันฟังจนหมดขนม "ผู้สืบทอดที่ตกจากฟ้า มักตายเพราะปากยาวหรือเท้าช้า ท่านทั้งสองอย่าง"
"จะช้าแต่ไม่ทิ้งคน" ฉันตอบ
นางชี้โคม "เด็กนั่นจุดโคมเก่ง เก่งแล้วก็เป็นเป้า เก็บแสง"
"ค่ะ"
ไกลออกไปมีเสียงหินถล่มทิศถ้ำเก่า เราไม่กลับ
อันยืนบนโขด "ถ้าตามข้า มีดวายุของข้าไม่ยืม ยาแบ่งได้ ปากเสียแถม"
ลิลี่พยัก "พอใช้"
ใบไผ่ตัดแขนฉันเป็นรอยตื้น เลือดน้อย ยาของอันเย็นเกิน
กองไฟมีแต่กิ่งแห้ง นางไม่ใช้ปราณจุด ใช้หินกับเหล็ก สองที
ควันลอยต่ำ หมอกกลืน เป้าทางอากาศน้อยลง
ฉันเล่าน้อยกว่าที่คิด ได้แค่ชื่อคนตาย ไม่ได้เล่ารายละเอียดคอ
อันไม่ขอโทษเรื่องปากเสีย แค่ยื่นน้ำจากกระบอกไม้
ลิลี่ไม่กินขนมจนฉันกิน แล้วนางกินครึ่งชิ้น เก็บอีกครึ่งให้จินยี
จินยีหลับตาแป๊บใกล้ไฟ แล้วลืมเอง ฝืน
เสียงหินถล่มทิศเก่าดังเป็นระลอก เราไม่ส่งเสียงตอบ
อันผูกเชือกย่ามใหม่ "ถ้าเซียนตามถึงป่า ข้าไม่ยืนบนใบไผ่ให้เป็นเป้า"
ฉันพยัก ป่านี้ไม่มีแอ่งสายฟ้า มีแต่ลมกับคนที่ยังไม่แทงหลัง
ไผ่ลำใหญ่กว่าแขนฉัน มีรอยมีดวายุเก่า อันอยู่ที่นี่นานพอให้ต้นเป็นเป้าฝึก
ยาในห่อมีกลิ่นขมิ้นกับเปลือกไม้ ฉันไม่ถามสูตร
ลิลี่เฝ้าทิศถล่มจนบ่าเกร็ง ฉันสลับยามโดยไม่ถูกขอ
จินยีถามว่าป่ามีเสือไหม อันตอบว่าเสือน้อยกว่าคน
ไฟถูกพรางด้วยหินสามก้อน แสงเหลือเท่าเถ้า
ฉันล้างเลือดที่แก้มด้วยน้ำกระบอก น้ำเย็นจนฟันสั่น
อันไม่ถามชื่อพ่อฉัน ดี
เสียงนกกลางคืนขาดไปครู่หนึ่ง แล้วกลับ แปลว่าไม่มีปีกใหญ่
ลิลี่ลับกระบี่สองที หยุด ฟัง แล้วลับต่อ
ฉันเล่าเรื่องแหวนสั้นๆ ว่าอย่าขโมย อันหัวเราะว่าขโมยของร้อนไม่คุ้ม
จินยีหลับจริงสิบลมหายใจ แล้วสะดุ้งเอง
หมอกเช้ายังไม่มา มีแต่หมอกจากหุบที่ไหลย้อน
อันชี้ทางเก๋งแพะลงเขา "ทางคนมีหู ทางแพะมีหนาม"
ฉันเลือกหนาม
หินถล่มทิศเก่าเงียบลงผิดหู อาจเจาะทะลุแล้ว หรือพอ
"ทาเพิ่ม" อันยื่นยา
"พอ" ฉันปัด
"ไม่พอ แขนยังสั่น" นางป้ายให้
ลิลี่ "ยามดึกข้าเฝ้า ท่านพัก"
อัน "ข้าไม่หลับในป่าคนแปลก"
ฉัน "ก็เฝ้าด้วยกัน คนละทิศ"
จินยี "หนูเฝ้าโคมค่ะ"
อันหัวเราะแผ่ว "เด็กนี่รู้หน้าที่"
ไฟเหลือจุด
ฉันฟังแมลงนับเป็นยาม
"ถ้าเซียนมา" ลิลี่เริ่ม
"ก็แยก" อันตัด "อย่ารวมเป็นก้อนให้คว้าทีเดียว"
ฉันพยัก
หินเก่าเงียบ
ไผ่เสียดกันเป็นเพลง
ยามสลับ ฉันเฝ้าทิศถล่ม อันเฝ้าทิศหุบ ลิลี่เฝ้าคนนอน
จินยีหลับจริงครึ่งชั่วยาม โคมอยู่กับลิลี่
อันกระซิบข้ามไฟ "เด็กสายฟ้า ถ้าไปเมฆาคราม อย่าเข้ากลางก่อนดูลม"
"สอน" ฉัน
นางสอนด้วยนิ้วบนดิน เส้นลมสามสาย เส้นกลางตาย
ฉันจำ
เช้ามืดไผ่มีน้ำค้างจริง ฉันดีใจที่เปียก
ลิลี่ปลุกจินยีด้วยการเคาะโคมไม่ใช่เสียงปาก
อันยื่นข้าวเกรียบ "กินแล้วเดิน"
เราเดินทางเก๋งแพะตามที่นางชี้
หนามเกี่ยวแขนฉัน เลือดจุด
"อย่าหยด" อันโยนผงยา
ผงหยุดเลือดเร็วเกินยาบ้าน
ฉันไม่ถามที่มา
เสียงหินทิศเก่าดังหนึ่งทีแล้วขาด
ลิลี่หยุด "ทะลุหรือพัก"
อัน "ไม่แวะไปดู คนที่แวะเป็นศพ"
ฉันเดินต่อ
จินยีถามว่าอันจะไปถึงเมืองด้วยไหม
อัน "ถึงเช้าก่อน ถึงเมืองค่อยว่า"
อันพาลงเก๋งแพะจนเข่าฉันสั่น หนามเกี่ยวแขนเป็นจุด ผงยาของนางหยุดเลือดเร็ว
จินยีเดินหลังฉัน ก้าวสั้น โคมในผ้า
ลิลี่ท้าย หันหลังทุกสิบก้าว
อันชี้รอยกีบ "ถ้ามีรอยคนปน แวะ"
ไม่มีรอยคน
เราพักริมลำห้วยตื้น ฉันล้างหน้า น้ำเย็นจนฟันสั่น อันห้ามล้างแผลในห้วย "มีไข่แมลง"
ฉันเชื่อ
นางสอนจินยีผูกปมย่ามใหม่อีกรอบ จนน้องทำได้เอง
"ดี" อันพูดคำเดียว
ลิลี่ถามทางโบราณสถาน นิ้วอันชี้ทิศหมอกหนา "อย่าเข้ากลางหมอก มีค่ายลมเก่า"
ฉันจำเส้นดินที่นางขีด
ไกลออกไปมีเสียงนกกลับมา ฉันถือว่าป่ายังไม่ถูกเซียนย่ำ
อันยื่นกระบอกน้ำ "จิบ ไม่ฮด"
ฉันจิบ
จินยีจิบแล้วไอ ลิลี่ตบหลังน้องเบา
เราเดินต่อจนไผ่เปลี่ยนความสูง ลำเล็กกว่า ลมผ่านง่ายกว่า
อันหยุด "คืนนี้แรมตรงโขดนั้น ไฟห้าม"
ฉันพยัก
ไม่มีไฟ ฉันฟังแมลงแทนยาม
เราถึงโขดที่อันชี้ ก้อนหินซ้อนเป็นกำแพงต่ำ ลมผ่านช่องเดียว
ลิลี่นอนไม่ได้ นั่งเอากระบี่พาดตัก
อันหลับตาแต่มีดอยู่ในมือ
ฉันเฝ้าช่องลม นับแมลง
จินยีพิงไหล่ฉัน หลับโดยไม่กุมโคม โคมอยู่กับลิลี่
ไม่มีไฟ ความมืดเป็นเพื่อน
เสียงไผ่เสียดเป็นจังหวะ ฉันจำจังหวะนั้น ถ้าขาดแปลว่ามีคน
จังหวะไม่ขาดจนฟ้าสางเล็กน้อย
อันลืมตา "ดี ยังไม่ตาย"
ฉัน "เดิน"
หนามเช้าเปียกน้ำค้าง เลือดจุดเก่าไม่เปิด
เรามุ่งหมอกหนาตามนิ้วที่ขีดดินเมื่อคืน
ฟ้าสางเต็ม อันยืนขึ้นก่อน "หมอกกลางวันอันตรายกว่าหมอกกลางคืน คนเข้าไปแล้วหลง"
"หลงยังไง" ฉันถาม
"ลมวน ทิศกลับ ยาในย่ามช่วยได้ครึ่ง"
ลิลี่ "ครึ่งก็ไป"
จินยี "หนูจูงเสื้อพี่ค่ะ"
เราเข้าหมอกเป็นแถว จูงเสื้อจริง
อันเหลือบดงไผ่ "ถ้าไม่แทงหลังคืนนี้ ข้าไปด้วยถึงเช้า แล้วค่อยว่า"