กลิ่นดินชื้นและสายฟ้าตกค้างแสบจมูก แผ่นหลังฉันชาจากการตกเหว จินยียกโคมวิญญาณ ส่องเสาหินสลักอักขระที่ค้ำเพดาน
ฉันยันมือลุก "อย่าฉายตรงตา"
"ค่ะ" จินยีหุบแสงลงครึ่งหนึ่ง
ลิลี่ยืนขวาง กระบี่วิญญาณต่ำ "มันใหญ่เกินคน"
หินตรงหน้าขยับ ไม่ใช่กำแพง เป็นร่างศิลาสูงเท่าเสา สองตาเป็นร่องแสงหม่น หมัดแรกยังไม่ลง แรงลมจากข้อศอกก็ปลิวฝุ่น
"อย่าฟันหัว" ฉันกระซิบ "ถ้าเป็นผู้พิทักษ์ การฆ่าคือสอบตก"
"แล้วจะสอบยังไง" ลิลี่ไม่หัน
"ให้มันได้กลิ่นเลือดหลงซาน"
ฉันยกแหวนขึ้น ศิลาหยุดครึ่งจังหวะ ร่องตาเข้มขึ้น แล้วหมัดที่สองก็ลงมาทับพื้นข้างฉัน หินแตกเป็นใย
ฉันก้าวสายฟ้าพ้นระยะ ฝ่ามือสายฟ้าซัดข้อศอกศิลา ไม่เพื่อทำลาย เพื่อให้สายฟ้าในแหวนดังก้อง
ประกายเงินของลิลี่ประกบประกายฟ้าของฉัน ศิลาชะงัก
จินยีชี้พื้น "ตรงนั้นมีน้ำค่ะ แต่ไม่ใช่น้ำ"
แอ่งใต้แท่นเป็นสายฟ้าเหลว สีฟ้าเข้ม ไอน้ำไม่มี กลิ่นโอโซนแน่น
"ลงไป?" นางถาม
"ลง" ฉันถอดรองเท้า "ถ้ายืนบนนี้ ศิลาจะไม่หยุด"
ลิลี่จับข้อมือฉัน "ถ้าจม ข้าดึง"
"ดึงแล้วอย่าตัดกระบี่ลงแอ่ง"
ฉันย่างลงไป ร้อนแล้วเย็น ปราณขั้นสองในเส้นถูกบีบให้เดินครบวง เจ็บจนกรามล็อก
ศิลาคุกเข่า หมัดวางข้างแอ่ง เหมือนเฝ้าไม่ทุบ
จินยีร้อง "พี่จินคะ หน้าพี่เขียว"
"ยังไม่ตาย"
แสงทองผสมฟ้าแตกในอก ระบบดัง
ฉันลุกจากแอ่ง ขาสั่น ลิลี่รับน้ำหนักโดยไม่ถาม
นางวางกระบี่แตะแหวน ประกายเล็กวิ่งระหว่างนิ้วสองคน
"อย่าเรียกเรื่องนี้ว่ารัก" ลิลี่พูดเรียบ
"ไม่เรียก" ฉันตอบ "เรียกว่าไม่ให้ข้าล้มคนเดียว"
ศิลาผู้พิทักษ์ค่อยๆ นั่งลง ร่องตาหรี่ ฝุ่นลง
จินยีชี้ชายเสื้อฉันกับลิลี่ "ดูนี่ค่ะ"
ตราเล็กเท่านิ้วก้อย เปลวดำ กำลังกะพริบ
ลิลี่สีหน้าเปลี่ยนครั้งแรกในถ้ำนี้ "ตัด"
ฉันยังไม่ทันตัด เพดานสั่น
ฝุ่นโปรย
เซียนบนนั้นเริ่มขุดลงมาแล้ว
ศิลาผู้พิทักษ์ไม่ลุกอีก ฝุ่นลงบนไหล่หินเหมือนหิมะเก่า ฉันนับลมหายใจให้ช้า จินยีทาแสงรักษาบางๆ ที่หลังฉันโดยไม่ถาม
"เจ็บไหมคะ"
"เจ็บ ทำต่อ"
ลิลี่เดินรอบแอ่ง สองรอบ "แอ่งนี้เคยฝึกคนทั้งตระกูล ตอนนี้เหลือเด็กหนึ่งคนกับดาบหนึ่งเล่ม"
"กับโคม" จินยีเสริม
เพดานสั่นรอบสอง ทรายร่วงเป็นเส้น ฉันฉีกชายเสื้อตัวเองตรงตราให้ขาดก่อนที่เปลวดำจะกินผ้าถึงผิว
กลิ่นไหม้ทำให้จินยีไอ ลิลี่ถีบเศษผ้าเข้าแอ่งสายฟ้า เปลวดำร้องแล้วดับ
ยังมีรอยจางบนผิวฉัน เหมือนเข็มดำ
"เหลือกลิ่น" ฉันพูด "ตัดผ้าไม่หมดพิกัด"
ลิลี่จับข้อมือฉันดูเส้นเขียว "วิ่งดีกว่านั่งรอให้เซียนเจาะทะลุ"
เราวิ่งตามร่องอักขระที่เรืองหม่น เสาเรียงเป็นทาง ศิลาผู้พิทักษ์หันหัวตามเราแต่ไม่ลุก ตามจนมุม แล้วหยุดเหมือนหมดหน้าที่
ฉันก้มหัวให้มันครั้งหนึ่ง ไม่ใช่คำนับสำนัก เป็นคำนับของคนที่ยังไม่ตาย
ทางอักขระใต้เท้าเย็นกว่าแอ่ง ฉันย่ำเบา ไม่ให้เสียงบอกชั้นบน
จินยีเดินตามในรอยเท้าฉันพอดี โคมซ่อนในอกเสื้อ แสงรั่วแค่ขอบผ้า
ลิลี่นับเสา แปดต้นแล้วเลี้ยว เก้าต้นมีรอยเล็บศิลาเก่า ไม่ใหม่
เหงื่อฉันเค็มเข้าปาก ปราณขั้นสามยังเดินไม่นิ่ง บางจังหวะสะดุดเหมือนเด็กหัดวิ่ง
กลิ่นไหม้ตราดำยังติดผิว น้ำลายฉันมีรสโลหะ ลิลี่ยื่นผ้าเช็ดโดยไม่พูด
ศิลาผู้พิทักษ์ที่มุมหลังเงาหรี่ลงจนเหมือนหินธรรมดา ฉันไม่หันไปล้อ
เพดานมีรอยเจาะเป็นวง วงนั้นกว้างขึ้นทุกครั้งที่สั่น ฝุ่นลงเป็นจังหวะหัวใจ
ฉันคิดถึงพ่อที่ล้มบนหินอ่อน แล้วปัดความคิดนั้นทิ้ง เพราะถ้ำนี้ต้องการเท้าไม่ใช่น้ำตา
จินยกระซิบขอน้ำ ฉันสั่นหัว ไม่มี แหวนร้อนแทนคำปลอบ
ลิลี่หยุดตรงซอกที่ลมจากบนเล็ด เงยหน้า "อีกไม่นานมือมันจะพ้นหิน"
น้ำในแอ่งสายฟ้าไม่กระเพื่อมตามฝุ่น มันหนาเกินน้ำ ฉันจำความรู้สึกนั้นไว้ ถ้าต้องลงอีกครั้งจะไม่ถอดรองเท้าช้า
จินยีถามว่าศิลาจะตามขึ้นบนดินไหม ฉันตอบว่าไม่ หน้าที่มันจบที่แท่น
ลิลี่ชี้รอยเจาะเพดานที่เป็นวงรี ไม่ใช่วงกลม แปลว่ามือเซียนบิดหิน ไม่ใช่ทุบตรง
ฉันลองเดินปราณขั้นสามรอบข้อมือ ประกายสั้นแล้วดับ ยังเกร็งเส้น
กลิ่นคาวจากตราดำจางลงหลังเผาผ้า แต่ผิวตรงนั้นชา เหมือนถูกเข็มค้าง
ทางเสาแคบลงจนไหล่ลิลี่ชนหิน กระบี่ต้องถือเฉียง
โคมในอกจินยีร้อนขึ้นเมื่อใกล้ร่องลมจากบน นางกดผ้าทับ
ฉันนับก้าวจากศิลาถึงซอก ยี่สิบสอง ก้าวที่ยี่สิบสามเพดานทรายหนา
ความคิดเรื่องบ้านถูกปัดอีกครั้ง ถ้ำต้องการคนที่ยังนับก้าว
ลิลี่กระซิบว่าอย่าส่งสายฟ้าขึ้นรอยเจาะ จะเป็นเชือกให้เขาตามกลิ่น
ฉันพยัก แล้วเก็บปราณลงเท้า
จินยีสะดุดอักขระนูน ฉันรับแขน นางไม่ส่งเสียง
แรงสั่นรอบใหม่ยาวกว่าเดิม วงเจาะกว้างเป็นคืบ
ฉันคิดว่าอีกสามรอบมือจะพ้น แล้วไม่พูดออกไป
เราเร่งในที่มืดโดยไม่มีแสงเต็ม รอยเท้าเก่าของศิลาเป็นแผนที่
"อย่าส่งฟ้าขึ้นรอยเจาะ" ลิลี่ซ้ำ
"ไม่ส่ง" ฉันตอบ
จินยี "หนูเก็บแสงแล้วค่ะ"
เราคลานช่วงที่เพดานต่ำ ผมติดฝุ่น
"อีกไกลไหมคะ" จินยี
"ไกลกว่าบ้าน" ฉันตอบ แล้วนึกว่าบ้านไม่มี
ลิลี่ "อย่าพูดบ้านในถ้ำ"
ฉันหุบ
วงเจาะกว้างเป็นศอก นิ้วดำโผล่แล้วหด
"เร็ว" ลิลี่
ฉันดึงน้องผ่านซอกสุดท้าย โคมชนหินดังครั้งเดียว
ทั้งสามคนกลั้น
นิ้วไม่โผล่ซ้ำ
เรายังไม่หายใจออกยาว
ทรายฝนลงใหม่
ฉันกระซิบ "ถ้ามือพ้นหิน ให้ทิ้งฉันพาน้องไป"
ลิลี่ "ไม่ทิ้ง ถ้ายอมทิ้ง กระบี่นี้หักเอง"
จินยีสะอื้นไม่เป็นเสียง "หนูไม่ไปคนเดียวค่ะ"
แรงสั่นรอบนี้ยาวจนทรายเข้าตา
ฉันปัดตาจินยีด้วยนิ้วที่ยังไม่ชา
ซอกสุดท้ายแคบจนกระบี่ต้องส่งก่อนคน
ลิลี่คลานนำ ฉันดันน้อง ตัวฉันท้าย
นิ้วดำไม่โผล่ วงเจาะหยุดกว้างชั่วครู่ เหมือนผู้ขุดฟัง
"อย่าไอ" ฉัน
จินยีกัดเสื้อตัวเอง
เราพ้นซอกสู่โถงรองที่มีเสาหัก
ที่นี่ลมจากบนน้อยกว่า
ฉันให้ทุกคนนั่งต่ำ นับสิบ
สิบจบยังไม่มีมือ
เรายังไม่ปลอดภัย แต่ยังไม่ถูกคว้า
ลิลี่เช็ดกระบี่จากฝุ่น "ต่อไปห้ามโคมชนหิน"
"ค่ะ" จินยี
ฉันฟังเพดาน รอบต่อไปจะมา
แหวนเย็นลงผิดปกติ เหมือนศิลาผู้พิทักษ์ตัดการเชื่อม
ฉันก้มหัวให้ความมืดอีกครั้ง
ลิลี่ดึงฉันเข้าซอกที่เป็นโพรงเก่าของศิลาผู้พิทักษ์ กลิ่นหินไหม้ไม่ใช่กลิ่นคน
"พักสิบลมหายใจ" นางสั่ง
ฉันนั่ง เส้นปราณขั้นสามเดินสะดุดที่ข้อศอก ฉันนวดเอง จินยีเอาโคมไว้หลังหิน
"หนูได้ยินเสียงขูดข้างบนค่ะ"
"ได้ยินแล้วไม่ต้องบรรยาย" ลิลี่แผ่ว
ทรายโปรยเป็นเส้นตรงรอยเจาะ เส้นนั้นเลื่อนมาทางปากโพรง ฉันเอาเสื้อกั้นไม่ให้ทรายตกบนโคม
สิบลมหายใจจบ เราคลานออกอีกทางที่เป็นท่อระบายน้ำโบราณ แห้ง สูงพอคลาน ไม่พอเดิน
ศอกฉันถลอก จินยีหายใจดัง ฉันเคาะหินสองทีให้นางหายใจช้า
ท่อคดสองครั้ง แล้วเปิดสู่โถงที่มีเสาหักพาดกันเป็นสะพาน
ลิลี่ทดสอบหินด้วยด้ามกระบี่ หินไม่หลุด
"ข้ามทีละคน" นางไปก่อน
จินยีกลาง ฉันท้าย สะพานส่งเสียงแต่ไม่พัง
ฝั่งนั้นลมจากบนเบาลง ฉันถือว่านี่คือที่ซ่อนชั่ว ไม่ใช่ทางรอด
เพดานยังสั่น แต่สายขูดไม่ตามเข้าท่อ เซียนยังไม่ย่อตัว
ฉันกระซิบ "ถ้าตามมา เราผลักเสาหัก"
ลิลี่พยัก "ผลักแล้ววิ่ง ไม่ยืนดู"
เพดานสั่นรอบสาม ทรายเป็นฝน — เซียนเจาะทะลุเมื่อไหร่?