อากาศในถ้ำแข็งจนหายใจเจ็บ มงกุฎเปลวดำเหนือหัวทูตแห่งมืดกินแสงรอบกาย หินใต้รองเท้าเขาแตกร้าวเป็นใย
ฉันกับลิลี่ถูกกดจนเข่าเกือบติดหิน จินยีนั่งหลังฉัน โคมริบหรี่
ลิลี่ชักกระบี่วิญญาณได้ครึ่งเล่ม แสงเงินสัมผัสไอดำแล้วกระบี่สั่นร้อง มือนางปริเลือดยังไม่ปล่อย
"เปล่าประโยชน์"
เสียงจากใต้ผ้าคลุมเหมือนศิลาในสุสาน "เศษเหล็กกับเด็กสองคนจะต้านชะตากรรม? สายเลือดหลงซานควรหมดไปนานแล้ว"
ฉันกัดฟันจนปากหวานเลือด "อย่าพูดถึงสกุลข้าแบบนั้น"
ตาม่วงเข้มใต้เปลวดำก้มมองแหวนที่นิ้วฉัน
"ส่งแหวนมา"
"ไม่ส่ง"
"ส่งมา ก่อนที่ข้าจะฉีกวิญญาณเจ้า"
ลิลี่กระซิบโดยไม่หัน "อย่ายอม ถ้ายอม บิดาข้าตายฟรี"
จินยีเสียงสั่น "พี่จิน... หนูไม่ให้ค่ะ"
ฉันก้าวหนึ่ง ขวางคนสองคนไว้หลัง "อยากได้ ข้ามศพข้า"
เขาไม่ตอบโต้ด้วยคำ ยกฝ่ามือดำแล้วคว้าลงมา
ฉันไม่มีปราณพอหลบเต็ม ฉันทุ่มเศษสายฟ้าที่เหลือลงพื้น ฝุ่นกับประกายฟ้าพ่นเป็นม่าน มืดชั่วจังหวะ
"ลิลี่!" ฉันคว้าข้อมือนาง อีกมือกอดโคมกับจินยี แล้วกระโดดเข้าเหวที่ผนังถ้ำเพิ่งแยกจากแรงกด
เพลิงดำเลียหินตรงที่เมื่อกี้ยืน ผมปลายฉันร้อน
ลมในเหวหวีด เพดานถล่มปิดทางบน
เสียงเขาทะลุหินลงมา "หนีลงสุสานรึ สุสานนี้จะเป็นหลุมเจ้า"
เหวไม่ตรง ผนังเป็นชั้นศิลาสลักมังกรที่ถูกตัดหัวไปแล้วหลายต้น ฉันกะให้หลังชนส่วนที่ลาด ไม่ใช่ส่วนที่เป็นเหลี่ยม
ลิลี่หมุนตัวกลางอากาศเก่งกว่าฉัน นางเอาฝ่าเท้าปั่นผนังลดความเร็ว จินยีอยู่ระหว่างอกฉันกับโคม ฉันกดศีรษะนางลงไม่ให้หินปะทะขมับ
กระแทกแรกที่เนินซาก ทำให้ลมในอกหลุด กระแทกที่สองทำให้แหวนร้อนจนคิดว่านิ้วพอง
ฝุ่นโบราณเข้าปาก รสโลหะเก่า ไม่ใช่เลือดใหม่
โคมยังติด เพราะจินยีไม่ยอมกะพริบตา
เราไถลกระแทกเนินซาก อิฐโบราณขูดหลังฉัน ฉันหันหลังรับแรง โคมไม่แตก
เงียบ เหลือแค่หอบ แสงโคมทองสลัวส่องเสาหินสลักมังกร นครใต้ดินที่พังแล้วทอดยาว
แหวนสั่น แสงครามไหลเข้าหัว
จินยีคลำโคมดูรอยร้าว "ไม่แตกค่ะ"
"ดี" ฉันไอฝุ่น "ถ้าร้าว ข้างล่างนี้มืดกว่าหลุม"
ลิลี่กวาดตาเสาหิน "นี่สุสานตระกูล ไม่ใช่คลังสมบัติ คนที่เข้ามาขโมยมักเป็นกระดูก"
"แล้วคนที่ถูกไล่ลงมาล่ะ" ฉันถาม
"ก็เป็นกระดูกเหมือนกัน แค่ช้ากว่า"
ฉันหัวเราะสั้นจนเจ็บซี่โครง "ปลอบเก่ง"
นางไม่ยิ้ม "ข้าไม่ได้ปลอบ ข้าบอกทางเลือก ยืน เดิน หรือนอนให้ของข้างหน้ากิน"
จินยีชี้ไปข้างหน้า "ตา... ตามันเปิดค่ะ"
แสงโคมสะท้อนวงกลมเปียกสองวง สูงกว่าระดับหัวฉันมาก
ฉันกลืนน้ำลาย "อย่าฉายตรงตา"
"ค่ะ"
แรงกดจากเบื้องบนยังเหลือ เป็นคลื่นช้าๆ เหมือนเซียนยังยืนรอให้หินถล่มจบแล้วจะขุด
ลิลี่กระซิบ "ถ้ายักษ์นั่นจำหลงซานได้ แหวนจะร้อน ถ้าไม่จำ มันจะหิว"
แหวนร้อนแล้ว
ฉันไม่รู้ว่านั่นคำตอบที่ดีหรือแย่
ลิลี่ลุกก่อน กระบี่ยังอยู่ในมือ มีเลือด "เจ้าบ้า กระโดดโดยไม่ดูก้นเหว"
"อยู่บนนั้นตายชัวร์" ฉันตอบ "ข้างล่างยังได้เลือกวิธีตาย"
จินยีเช็ดหน้า "หนูยังอยู่ค่ะ... แต่อย่าทำอีกนะคะ"
"สัญญาไม่ได้"
ทูตแห่งมืดไม่ได้ตามลงมาทันที หินถล่มขวาง แต่มงกุฎดำยังกดอากาศให้หนัก
ฉันจ้องเงาสามสิบก้าว เสาต้นหนึ่งขยับ ไม่ใช่เสา
มีบางอย่างขนาดยักษ์ค่อยๆ ลืมตาในความมืด
ลิลี่ยืนขนานฉัน "อย่าเข้าใกล้"
"ไม่เข้า" ฉันกระซิบ "แต่ถ้ายักษ์นั่นคือผู้พิทักษ์หลงซาน ข้าต้องรู้ว่ามันยังจำกลิ่นเลือดสกุลได้ไหม"
จินยียกโคมสูงขึ้นหนึ่งคืบ แสงไปไม่ถึงตาสิ่งนั้น มีแค่สะท้อนเปียก เหมือนตาเปิดไม่สุด
มันขยับอีกที ฝุ่นลงจากเพดาน
ฉันกำแหวน
บนนั้นเซียนรอ ล่างนี้ของโบราณกำลังตื่น
ลิลี่จับไหล่ฉันไว้ไม่ให้ก้าวเพิ่ม "ถ้าแหวนร้อนเพราะมันจำเจ้าได้ เจ้ายังต้องให้มันเห็นหน้าช้าๆ ของที่หลับนานมักกัดก่อนจำ"
"แล้วถ้ามันจำไม่ได้"
"ก็วิ่ง" นางตอบ "วิ่งทิศที่โคมยังมีแสง"
จินยีเสียงเล็ก "หนูจุดเพิ่มได้ค่ะ"
"อย่า" ฉันกับลิลี่พูดพร้อมกัน
นางหุบปาก แล้วกระซิบ "ค่ะ"
เสาหินใกล้สุดมีรอยเล็บใหญ่กว่ารองเท้า รอยไม่ใหม่ ไม่เก่าจนฝุ่นทับหมด แปลว่าสิ่งนี้ขยับเป็นรอบ
ลิลี่กวาดฝุ่นด้วยปลายกระบี่ เจอเกล็ดคล้ายโลหะทื่อ ไม่ใช่หนังสัตว์ธรรมดา
ฉันไม่เก็บเกล็ด กลัวกลิ่นติดตัวให้เซียนตาม
จินยีกระซิบขอฉี่ ฉันชี้ซอกหินที่มืดสุด นางไปแล้วกลับเร็ว หน้าแดงแต่โคมไม่ดับ
นี่ทีมของข้าตอนนี้ สามคน หนึ่งเจ็บ หนึ่งเด็ก หนึ่งดาบที่เพิ่งสาบาน
ยังดีกว่าตายคนเดียวบนหินอ่อนสีดำ
พื้นสั่นรอบหนึ่ง ฝุ่นโปรย วงตาในมืดเปิดกว้างขึ้นอีกนิด
ฉันถามตัวเองว่านี่ผู้พิทักษ์หรือสัตว์ที่กินผู้พิทักษ์ไปแล้ว
คำตอบยังไม่มา
มีแค่เสียงหินถล่มจากทางที่เราทิ้งไว้ และเสียงหายใจใหญ่ที่ไมใช่ของคน
เราจะขึ้นไม่ได้
ลงต่อก็อาจไม่ใช่ทาง
แล้วทำไมขาฉันยังไม่ถอย?
เกล็ดโลหะทื่อบนพื้นสะท้อนแสงโคมริบๆ เหมือนตาเล็กๆ นับสิบที่ยังไม่ลืม
ทางกลับไม่มี
นครใต้ดินไม่ได้สวย เสาหลายต้นเอียง ร่องน้ำโบราณแห้งจนเป็นรอยขูด ฉันเหยียบพื้นแล้วฟังเสียงกลวง ข้างล่างยังมีชั้น
ถ้ามีชั้น แปลว่ามีที่ซ่อน แปลว่ามีที่ติด
ลิลี่ไม่ให้ฉันเคาะเสาแรง "อย่าเรียกของที่หลับด้วยความอยากรู้"
ความอยากรู้ของฉันเคยทำให้จินยีตามมาครัวตอนเช้า แล้ววันนี้ตามมาเหว
ฉันเลยไม่เคาะ
แค่ยืน ฟัง หายใจ ให้แหวนร้อนเป็นจังหวะเดียวกับตาในมืด
พื้นสั่นอีกครั้ง วงตาในมืดเปิดกว้างขึ้น
ลิลี่ดึงชายเสื้อฉันไว้หนึ่งครั้ง ไม่ให้ก้าวเข้าตา
จินยีดับโคมเหลือไส้ โลกเหลือแค่แหวนร้อนกับเสียงหายใจใหญ่
ฉันถอยครึ่งก้าว ไม่ใช่เพราะกลัวอย่างเดียว แต่เพื่อให้มีที่ให้สองคนข้างหลังยืน
เหวที่พังแล้วปิดฟ้า เซียนอยู่บน สัตว์โบราณอยู่หน้า
เลือกทางตายได้สองทาง ยังดีกว่าไม่มีทางเลือกตอนนอนบนหินอ่อน
เสาเอียงรับน้ำหนักเพดานที่ไม่สมดุล ฝุ่นร่วงเป็นจังหวะหัวใจสิ่งที่หลับ
แหวนร้อนเป็นคลื่น ไม่คงที่ คลื่นนี้คล้ายคนเรียกชื่อ แต่ไม่มีเสียง
รองเท้าลิลี่ไม่ดัง รองเท้าฉันดังกว่า นางมองเท้าฉัน ฉันยอมย่ำเบาลง
โคมเหลือแสงพอเห็นขอบเหวที่เราทิ้ง หินถล่มปิดแล้ว ไม่มีแสงจากบน
ทางกลับไม่มี แล้วทำไมขาฉันยังไม่ถอย?
ฉันวางมือซ้ายลงพื้น อ่านแรงสั่น สิ่งนั้นยังไม่ลุกเต็ม แค่พลิกตัวในหลับ เรายังมีเวลาเป็นลมหายใจ ไม่ใช่เป็นชั่วยาม
ร่องน้ำแห้งพาเสียงไปไกล ฉันเลยไม่กระซิบยาว เหลือคำสั้นๆ ที่จำเป็น
ลิลี่พยักโดยไม่ส่งเสียง เราตกลงกันได้โดยไม่ต้องตั้งชื่อแผน
สิ่งในมืดพลิกอีกครั้ง ฝุ่นลงเป็นแผ่น
ฉันไม่ถอยเพิ่ม ครึ่งก้าวเมื่อกี้พอแล้ว ถัดไปถ้าถอย จินยีจะตกขอบซาก
ตาในมืดไม่ได้กลมหมด บางวงรี แปลว่าไม่ใช่ตาเดียวของสัตว์ชนิดเดียว อาจเป็นฝูงที่นอนทับกัน ฉันยิ่งไม่ก้าว
ลิลี่หายใจเข้าพร้อมฉัน จังหวะเดียวกัน แล้วหยุด
เวลาที่เป็นแค่ลมหายใจ กำลังหมดลงทีละครั้ง
ฉันนับลมหายใจที่เหลือ แล้วยอมไม่ถอยเพิ่มอีกก้าว
แหวนร้อนขึ้นอีกนิด แล้วหยุด เหมือนสิ่งนั้นพลิกแล้วนอนต่อ
เรายังไม่ถูกกินในลมหายใจนี้
ยังไม่
ทางกลับไม่มี แล้วทำไมขาฉันยังไม่ถอย?