ลานหลังเรือนว่างตอนฟ้าเทา ชายชรายืนที่ทางแคบ ไม่ได้ลงมาฝึกกับเรา
"กติกาตามที่ท่านบอก" ฉันย้ำ "ไม่ขึ้นทางโล่ง ไม่วาดรูปบนฝุ่น ไม่เปิดกล่อง"
โขมยกมือระดับไหล่ หมอกที่นางถือเป็นแผ่นบางของนางเอง ไม่ใช่หมอกดินแดนนี้ "แผ่นยืมแบบที่เคยทำในโรงสายหมอก ใช้ไม่ได้ทั้งก้อนที่นี่ เพราะหมอกเขาไม่รับของข้า ข้าทำแผ่นเตี้ยกว่าตา พอกลบเข่าและกล่อง ไม่พอกลบหัวถ้าแหวนร้อนวาบ"
มินอยู่นอกแผ่น "ข้าจะอ่านว่าในแผ่นมีกี่คน โดยไม่เดาจากตา ถ้าอ่านถูกทั้งก้อน แปลว่าคลื่นที่โค้งก็อ่านถูก ฝึกคือทำให้มันอ่านเพี้ยน ไม่ใช่ทำให้เราเก่งขึ้นเป็นระดับขั้นสี่"
"ไม่มีใครขึ้นระดับวันนี้" ฉันว่า "ฉันยังอยู่ระดับขั้นสาม"
ลิลี่อยู่นอกแผ่นโดยตั้งใจ ฝักไม่ยก "ดาบข้าทำให้แผ่นสั่นได้ ข้าอยู่นอก กันทางแคบ"
จินยีอยู่ในแผ่นกับฉัน โคมดับ "หนูกลั้นไอได้ค่ะ แสงไม่จุด ลมหายใจในผ้าแรง หนูไม่ต้องประคองด้วยโคมวันนี้"
อันอยู่ในแผ่นฝั่งกล่อง "ข้าไม่เป่าลมแรง เป่าแค่ตัดกลิ่นขอบแผ่น ฝาไม่เปิด"
รอบแรกมินอ่านถูกหมด "หกคนนอกในรวมกัน แหวนร้อนจนข้าอ่านตำแหน่งเจ้าได้โดยไม่เห็นหัว แบบนี้คลื่นที่โค้งใช้ได้เหมือนกัน"
"รอบสองทำให้ร้อนไม่เดิน" ฉันว่า
ฉันก้าวหนึ่งก้าวในแผ่น เงาสายฟ้าสั้นจนหินไม่กระเพื่อม ห่อไม่กระแทก แหวนอุ่นแต่ไม่วาบ โขมหนาแผ่นตรงช่วงอก
มินหลับตา "ขยับได้ยิน แต่ตำแหน่งแหวนเพี้ยนไปทางผา ไม่เพี้ยนทั้งก้อน พอใช้หนึ่งครั้ง"
ชายชราที่ทางแคบพูดโดยไม่เข้าลาน "พอหนึ่งครั้ง คลื่นที่โค้งขยับแล้ว"
มินลืมตา "จริง มันขึ้นมาหนึ่งช่วงตอนก้าว ยังไม่ถึงลาน ถ้าก้าวที่สอง มันจะมีตัวอย่างเพิ่ม"
"ไม่ก้าวที่สอง" ฉันสั่ง
โขมคลายแผ่นช้า ๆ ไม่ให้ยุบเป็นก้อนลอยพ้นผา "ยุบเร็วแล้วทางโล่งจะเห็นว่าเราซ่อนอะไรในอากาศ"
อันยกข้อมือ "กลิ่นไม่พ้นแผ่น ข้าตัดขอบแล้ว"
จินยีออกจากแผ่น "หนูไม่ไอค่ะ จังหวะในผ้าไม่สั้นลงระหว่างก้าว"
ลิลี่ยังดูทางแคบ "ไม่มีคนเรือนลงมาดู ดี ไม่มีคลื่นขึ้นถึงศอกข้า ยังดีอยู่แค่ครู่"
เราจะถอยเข้าซอก
คลื่นไม่รอให้ถอยเสร็จ
มันไม่ขึ้นทั้งเส้น มันเลียขอบลานฝั่งที่แผ่นเพิ่งยุบ เลียแล้วชะงักที่ความร้อนซึ่งยังค้างบนหินตรงที่ฉันก้าว
มินกระซิบ "อย่าขยับ มันอ่านก้าวที่แล้ว ไม่ได้อ่านตัวตอนนี้ ขยับแล้วมันจะได้อ่านทั้งสอง"
ฉันนิ่ง ทุกคนนิ่ง ระดับขั้นสามไม่ออกจากนิ้ว
คลื่นเลียหินร้อนแล้วถอย เพราะแผ่นไม่มีให้มันนับคนต่อ
ชายชราพูดเมื่อมันถอยพ้นทางแคบ "ฝึกจบ ลานนี้ปิดสำหรับวันนี้ ถ้าความร้อนโผล่เป็นแสงอีกครั้ง พรุ่งนี้ก็ปิดด้วย ซอกยังให้นอน เพราะผ้าไม่โผล่"
"รับ" ฉันว่า
อันไม่พอใจทั้งก้อน แต่ไม่เถียง "ครั้งเดียวพอให้รู้ว่าแผ่นกลบกล่องได้ กลบแหวนร้อนได้ไม่หมด ข้าจะเดินให้กล่องอยู่ฝั่งตรงข้ามแหวนเวลาต้องนิ่งครั้งหน้า"
โขมเช็ดมือ "แผ่นเตี้ยใช้ได้กับเข่า ไม่ใช้ได้กับหัวที่แหวนอยู่ ครั้งหน้าอย่าฝึกก้าวพร้อมอุ้ม ถ้าท่านยังให้ฝึก"
"พรุ่งนี้ค่อยว่า" ชายชราตอบ "วันนี้คลื่นได้ตัวอย่างหนึ่งแล้ว อย่าให้ตัวอย่างที่สอง"
มินสรุปขณะเดินกลับซอก "มันใกล้ขึ้นหนึ่งช่วงเพราะก้าวเรา ไม่ใช่เพราะตัวคนระดับขั้นสี่เดินเข้าเรือน ใกล้แบบคลื่น ยังไม่ใกล้แบบเท้า"
จินยีนั่งในซอกแล้วกอดโคมคว่ำ "หนูไม่จุดทั้งวันค่ะ ตามคำ"
ลิลี่นั่งปากซอก "ข้ากันทางได้โดยไม่ชัก วันนี้พอแค่นี้"
ฉันกอดห่อให้พ้นหยดเพดาน แหวนเย็นลงช้า ๆ
เย็นไม่หมด
กลับถึงซอกแล้วอันจัดกล่องใหม่ให้อยู่ฝั่งตรงข้ามกับมือที่สวมแหวน
"เวลาต้องนิ่งครั้งหน้า ข้าจะยืนคนละข้างกับแหวนตามที่บอก" นางว่า "วันนี้รู้ช้าไปหนึ่งก้าว แต่ก้าวนั้นไม่ได้เปิดฝา"
"ใช้ได้" ฉันรับ
จินยีตรวจชายผ้าด้วยตา ไม่ใช่ด้วยการคลี่ "รอยเย็บไม่เล็ดค่ะ จังหวะยังแรง แรงแล้วไม่ขอแสง หนูเลยไม่จุด ทั้งที่มืออยากประกบโคม"
"อย่าประกบให้ติด" ลิลี่บอก "ประกบแล้วขอบโลหะทักหิน หินในซอกนี้ส่งเสียงกว่าโรงสายหมอก"
โขมนั่งใกล้ปากซอกแต่ไม่ตั้งแผ่นค้างไว้ "แผ่นค้างทั้งคืนคือรูปให้คลื่นนับตอนเราหลับ ข้าเก็บมือแล้ว"
มินยังฟังโค้ง "จังหวะที่สองห่างจากจังหวะแรกมากกว่าตอนฝุ่นสั่น ห่างแปลว่ามันยังจัดตัวไม่เสร็จ ไม่ได้แปลว่ามันเลิก อย่าออกไปลานอีกในวันนี้แม้หินจะเย็นแล้ว"
"ไม่ออก" ฉันสั่ง
ชายชราไม่ได้กลับมาห้ามซ้ำ ทางแคบว่าง พอให้รู้ว่าลานปิดโดยไม่ต้องมีคนยืนเฝ้าทุกลม
จินยีขยับให้พ้นหยด แล้วพูดสิ่งที่นางกลั้นไว้ตั้งแต่ลาน
"ตอนคลื่นเลียหินที่พี่ก้าว หนูอยากจุดนิดเดียวค่ะ เพราะจังหวะในผ้ากระตุกหนึ่งที กระตุกแล้วกลับมาแรงเหมือนเดิม หนูเลยไม่จุด หนูบอกตอนนี้เพราะไม่อยากให้พี่คิดว่าหนูลืมคำ"
"บอกถูก" ฉันตอบ "ไม่จุดถูกกว่าจุดแล้วค่อยสารภาพ"
ลิลี่ยิ้มไม่ได้ "หนูทำถูก ครั้งหน้าอยากจุดก็บอกข้าก่อน ข้าจะกันมือ ไม่กันด้วยการดุทั้งซอก"
โขมได้ยินแล้วไม่ขอให้ฝึกซ้ำ "แผ่นข้าเก็บแล้ว เก็บแล้วอย่าเรียกออกมาเพราะกระตุกครั้งเดียว กระตุกที่ไม่เปิดรอยเย็บยังไม่ใช่เหตุให้ทำรูปใหม่"
มินเห็นด้วย "เหตุให้ทำรูปใหม่คือคลื่นขึ้นถึงซอก มันยังไม่ขึ้น อุ่นที่มุมแหวนเป็นคนละอย่างกับตัวคนเดินเข้ามา"
อันจัดผ้าทับฝาให้เสมอกับข้อมือ "เสมอก็ยังไม่เปิด ข้าพร้อมนิ่งฝั่งตรงข้ามแหวนเมื่อมีครั้งหน้า"
"ครั้งหน้าไม่ใช่เย็นนี้" ฉันว่า
ฉันขยับห่อหนีมุมอุ่นนั้น โดยไม่บิดแหวนให้ชี้กลับโค้ง
"อุ่นค้างได้" ฉันบอก "ค้างไม่ใช่คำให้เดินออกไปดูตรา ตราอยู่หลังทางที่คลื่นใช้ ดูคือการย้อน"
ลิลี่เห็นด้วย "ย้อนวันนี้ไม่มีอะไรให้ได้ นอกจากรูปเท้าใหม่"
จินยีถาม "แล้วพรุ่งนี้ลานยังเปิดไหมคะ ถ้ามุมนี้ยังอุ่นตอนเช้า"
"ยังไม่รู้" ฉันตอบ "รู้ตอนท่านพูด ถ้ายังไม่พูด เราอยู่นิ่ง"
อันวางกล่องฝั่งที่ไม่ชี้มุมอุ่น "ฝั่งนี้เย็น ข้ายืนเย็นไว้ก่อน"
โขมไม่เอามือไปจับมุมแหวน "จับแล้วข้าจะพาอุ่นไปที่ปากซอก ปากซอกไม่ควรอุ่น"
มินฟังอีกครั้ง "จังหวะจากโค้งยังเป็นคู่ห่าง ไม่ใช่คู่ติด ห่างแบบนี้ซอกยังรับได้หนึ่งคืน"
ฉันทวนกติกาที่ยังใช้ได้คืนนี้ให้จบเป็นประโยคสั้น
"ลานปิด ซอกเปิด โคมดับ กล่องปิด ผ้าปิด ไม่มีก้าวที่สอง"
ลิลี่รับ "ทางแคบข้าเฝ้า"
จินยีรับ "หนูไม่จุด"
อันรับ "ฝั่งตรงข้ามแหวน พร้อมเมื่อมีครั้งหน้า ไม่ใช่คืนนี้"
โขมรับ "แผ่นเก็บแล้ว"
มินรับ "คู่จากโค้งยังห่าง ห่างพอให้เฝ้าเป็นช่วง"
ชายชราไม่โผล่มาแก้คำเหล่านี้ ทางแคบยังว่าง
ลิลี่ลองนั่งปากซอกอีกมุม แล้วกลับมามุมเดิม
"มุมใหม่ส่งเสียงรองเท้าดังกว่า" นางบอก "มุมเดิมเงียบกว่า ข้าอยู่มุมเดิม"
จินยีขยับตามนาง "หนูอยู่หลังศอกเดิมค่ะ"
อันไม่ย้ายกล่องอีก "ฝั่งเย็นพอแล้ว ย้ายรอบนี้จะมีเสียงผ้าโดยไม่ได้เปิดฝา"
โขมฟังแล้วไม่ลุก "ปากซอกเงียบพอให้เฝ้า ข้าไม่เพิ่มหมอก"
จินยีวางโคมให้ห่างมุมอุ่นอีกคืบ "หนูไม่ให้ขอบโลหะไปจับอุ่นนั้นค่ะ แม้โคมจะดับ"
"วางห่างถูก" ฉันตอบ "อุ่นกับโลหะไม่ควรเจอในซอกแคบ"
ลิลี่ขยับเข่าให้พ้นแนวเดียวกัน "ข้าไม่นั่งตรงเส้นที่แหวนชี้"
อันขยับกล่องให้พ้นแนวเดียวกันอีกฝั่ง "ฝาอยู่ฝั่งเย็น ข้าไม่สลับกลับมาหาอุ่น"
มินฟังโค้งครู่หนึ่งแล้วส่ายหัว "ยังไม่ขึ้นซอก อุ่นที่มุมเป็นของแหวนค้าง ไม่ใช่ของคลื่นเดินเข้า"
ฉันไม่เอานิ้วไปจับมุมนั้นซ้ำ "จับซ้ำคือการเรียกอุ่นให้เดิน ปล่อยให้มันค้างในหิน"
มุมที่ตรงกับตราหักยังอุ่น และจากโค้งมีจังหวะที่สองตามมาหลังจังหวะแรก ทั้งที่เราไม่ได้ก้าวซ้ำ…