ขั้นที่ตัดขึ้นผาไม่มีกระดิ่ง แต่มีร่องหินที่ตอบแหวน
โขมขึ้นก่อนสองก้าว มือลูบร่องไม่ลูบแรง "ร่องนี้ไม่ใช่ลายลวงแบบม่านหมู่บ้าน มันเป็นขอบเขต ใครเหยียบพร้อมพลังหนัก ร่องจะส่งเสียงลงผา เสียงนั้นไปถึงน้ำได้"
"ขึ้นเบา" ฉันสั่ง "ระดับขั้นสามอยู่ที่นิ้ว ไม่ให้ออกจากนิ้ว"
ลิลี่ให้จินยีจับชายเสื้อนาง ไม่ให้จับห่อ "หนูอยู่กลางแถว โคมห้ามเงยแม้เขตรอบหอจะมืด"
"ไม่เงยค่ะ" จินยีตอบ
อันขึ้นโดยหันฝากล่องเข้าหาท้องแขน "ถ้าฝาคลิกเองในเขตนี้ ข้าจะกดผ้าทับทันที ไม่เปิดดูว่ามันเรียกอะไร"
มินอยู่ท้ายก่อนลิลี่จะปิดจริง ๆ นางขออยู่ตำแหน่งที่อ่านทั้งข้างหน้าและข้างหลัง "แรงกดระดับขั้นสี่ยังไม่ขึ้นขั้นนี้ แต่มันหันมาแล้ว ตามที่ข้าบอกบนสัน หันมาไม่เท่ากับยืนที่ธรณี เรายังมีช่วงหนึ่งให้ถึงที่หินบังตัว"
เราขึ้นจนพ้นลมสัน เขตด้านบนเป็นลานหินแคบหน้าผา ไม่ใช่ลานฝึก ไม่มีคน ไม่มีเสาเมฆแบบหมู่บ้าน มีบานหินบานหนึ่งฝังในผา ปิดสนิท ลายเมฆบนบานตรงกับหัวแหวน แต่ใหญ่กว่า และมีรอยบิ่นที่มุมขวาเหมือนตราที่ถูกกระแทกครั้งหนึ่งนานแล้ว
แหวนร้อนเมื่อเห็นรอยบิ่นนั้น ฉันไม่ยกแหวนไปทาบ
"ยังไม่เปิด" ฉันบอกก่อนใครจะถาม "ถึงธรณีได้ เปิดยังไม่ถึงเวลา ถ้าเปิดตอนแรงกดหันมาพอดี ทางจะถูกทา"
โขมยืนห่างบานหนึ่งวา "หมอกรอบบานบางเอง ไม่ใช่ข้าทำให้บาง เขตนี้ไม่ชอบหมอกซ้อน ข้าจะไม่พ่นทับลาย"
อันก้มดูพื้นลาน "ไม่มีหญ้าให้ตัดซ้ำ มีแต่ฝุ่นหิน กลิ่นกล่องยังอยู่ข้างใน ข้าไม่ให้ฝุ่นนี้ปนกับฝา"
จินยีมองบานแล้วกอดโคมแน่นขึ้น "หนูไม่รู้สึกว่าต้องจุดค่ะ ลมหายใจในผ้าไม่ได้สั้นลงตอนเห็นบาน มันนิ่ง นิ่งคนละแบบกับตอนหนาวบนสัน"
"นิ่งก็ยังไม่เปิดผ้า" ฉันว่า
มินเดินอ้อมลานหนึ่งรอบโดยไม่แตะบาน "เขตนี้ฟังเสียงฝีเท้าได้แบบที่โขมว่าบนชานหมู่บ้าน แต่ฟังละเอียดกว่า หกคนเดินพร้อมกันมันจะนับได้ เดินทีละคนช่วงสุดท้าย อาจนับไม่ครบ"
"ทำตามนั้นตอนจะเข้าใกล้ธรณี" ฉันรับ "ตอนนี้ยังไม่เข้าใกล้พร้อมกัน"
ลิลี่ตรวจมุมผาทั้งสองข้าง "ไม่มีทางลงที่สอง นอกจากขั้นที่เราขึ้นมา ถ้าแรงกดขึ้นมาตามขั้น ข้ากันที่ปากขั้นได้คนหนึ่ง ไม่กันได้ทั้งระดับขั้นสี่ กันเพื่อให้พวกเจ้าไม่ยืนกลางลาน"
"ไม่ให้สู้" ฉันตอบ "กันคือถ่วง ไม่ใช่ชักดาบเต็ม"
เรากระจายตามที่มินขอ ฉันกับห่ออยู่ฝั่งในของลาน ชิดผา ไม่ชิดบาน อันอยู่ฝั่งกล่องห่างจากร่องที่ส่งเสียง โขมอยู่ขอบหมอกบาง จินยีอยู่หลังลิลี่แต่ไม่ขวางปากขั้น
แล้วแรงกดก็ขึ้นมาถึงครึ่งขั้น
ไม่ถึงลาน หูอื้อแบบบนสัน แต่คราวนี้ไม่ผ่านแล้วไป มันค้างที่ความสูงนั้น ราวกับกำลังนับว่าข้างบนมีกี่เท้า
มินกระซิบ "อย่าขยับพร้อมกัน ใครขยับคนนั้นถูกนับ"
ฉันนิ่ง ห่อนิ่งไปด้วยเพราะฉันไม่ขยับแขน อันไม่เคาะฝา โขมไม่ดันหมอก ลิลี่ไม่ยกฝัก จินยีกลั้นแม้แต่การขยับเท้า
แรงกดค้างสามลม แล้วถอยลงขั้น ไม่ได้ขึ้นลาน
มินผ่อนไม่หมด "ถอยเพราะยังนับไม่ครบ ไม่ใช่เพราะเลิก รอบหน้ามันจะขึ้นมาอีก และรอบหน้านับจากเสียงที่ค้างไว้แล้ว"
"งั้นเข้าธรณีตอนมันถอย" ฉันว่า "ทีละคน ตามที่นางบอก ฉันไปสุดท้ายเพราะห่อกับแหวนดังที่สุดถ้าเดินพร้อมใคร"
โขมไปก่อน เท้ากลางแผ่น ไม่แตะลายบาน นางถึงมุมซ้ายของธรณีแล้วหมอบต่ำให้หมอกบางบังไหล่
อันไปที่สอง กล่องชิดท้อง ฝาไม่คลิก
จินยีไปที่สาม โคมดับ ลิลี่ไปที่สี่โดยหันหลังให้บานเพื่อดูปากขั้น
มินไปที่ห้า อ่านตลอดทาง "ยังถอยอยู่ อย่าให้ฉันเดินคู่"
ฉันไปสุดท้าย แหวนร้อนแต่ไม่วาบ ห่อไม่เล็ดแสง ฉันหยุดที่ธรณี ไม่ยกมือทาบรอยบิ่น
บานหินเย็น เย็นคนละแบบกับม่านลวง เย็นเพราะปิดนาน ไม่ใช่เพราะเรียกให้เปิดทันที
ลิลี่ถามจากปากขั้น "เปิดตอนนี้หรือรอให้มันถอยพ้นหู"
"ไม่เปิดตอนนี้" ฉันตอบ "เงื่อนไขยังไม่ครบในหัวข้า แหวนอยากทาบรอยต่อ ฉันยังไม่ให้ทาบ จนกว่าแรงกดจะลงจากขั้น และจนกว่าทุกคนจะรู้ว่าเปิดแล้วห้ามวางห่อลงพื้นแลกกับบาน"
มินพยัก "แรงกดลงแล้วหนึ่งขั้น ยังไม่ได้ลงพ้นหู รออีกสองลมถึงจะพูดว่าธรณีว่างพอให้คิดเรื่องเปิด"
อันมองฝากล่อง "กล่องเงียบ เงียบแบบนี้ข้าไว้ใจกว่าคลิกเอง"
จินยีกระซิบ "ผ้ายังนิ่งค่ะ นิ่งไม่ใช่คำขอให้เปิดบาน"
โขมที่มุมธรณีพูดโดยไม่ลุก "ลายบานตรงแหวน แต่รอยบิ่นไม่ตรงอะไรบนตัวเรา รอยนั้นเก่า เก่าก่อนเราขึ้นสัน อย่าคิดว่ารอยบิ่นคือรอยที่เราต้องซ่อมด้วยมือวันนี้"
ฉันจำคำนั้น
ระหว่างที่น้ำหนักลง ฉันให้ทุกคนเปลี่ยนที่ยืนอีกครั้งตามลมลาน ไม่ให้รอยเท้ากองที่จุดเดียว
โขมย้ายมุมโดยไม่พ่นหมอก "จุดเก่าเริ่มจำส้นข้า ย้ายแล้วมันต้องนับใหม่"
อันย้ายฝั่งกล่อง "ฝาไม่ดังตอนย้าย ข้าพอใจแค่นั้น"
จินยีตามลิลี่ไปปากขั้นด้านใน ไม่ไปด้านที่ร่องส่งเสียง "หนูอยู่ที่ที่พี่ลิลี่บังหลังค่ะ"
มินตรวจซ้ำ "แรงกดลงจริง ยังไม่ได้หายจากผา หายจากหูเราพอให้คิด ยังไม่พอให้ชักดาบหรือทาบมั่ว"
"คิดอย่างเดียว" ฉันรับ
สองลมผ่าน แรงกดลงพ้นช่วงที่หูอื้อ มินยกคางหนึ่งครั้งว่าพอคิดได้
ฉันยังไม่เปิดบาน
แหวนชี้รอยต่อตรงกลาง ชี้แล้วร้อนจนขอบโลหะแสบนิ้ว
ลิลี่ได้ยินระบบเพราะนางยืนใกล้ "มันหันกลับเร็วกว่าที่ข้าอยากได้"
"รู้" ฉันว่า
สองลมที่รอ ไม่ได้ว่าง
โขมชี้รอยบิ่นโดยไม่แตะ "รอยนี้ไม่ใช่รอยสักข้า สักข้าเป็นเมฆกับนกที่ยังครบเส้น รอยบิ่นคือตราที่ขาดมุม ใครเคยมากระแทกบานนี้มากระแทกด้วยของที่หัก ไม่ใช่ด้วยแหวนที่ครบ"
"อย่าซ่อม" ฉันว่า "ซ่อมรอยที่เราไม่รู้ที่มา คือการเซ็นชื่อลงบาน"
ลิลี่เห็นด้วย "ข้าไม่มีหน้าที่ซ่อมประตูคนอื่น หน้าที่ข้าคือไม่ให้จินยีไปยืนตรงร่องที่ส่งเสียง"
จินยียืนตามนั้น "หนูไม่เข้าใกล้รอยบิ่นค่ะ แม้จะอยากรู้ว่ามันเย็นหรือร้อน"
อันคุกเข่าดูฝุ่น ไม่ได้เก็บ "ฝุ่นไม่มีหยาด ไม่มีกลิ่นแกน ข้าไม่โรยอะไรทับธรณี โรยแล้วเขตนี้จะจำกลิ่นหญ้าทั้งที่กล่องยังปิด"
มินนับลมด้วยนิ้วให้ฉันเห็น "หนึ่ง แรงกดยังลง สอง ยังไม่หันกลับทั้งก้อน ถ้าสามแล้วยังลง ถึงจะพูดว่าธรณีว่างพอให้คิด ไม่พอให้เปิดมั่ว"
"ยังไม่ถึงสาม" ฉันตอบ "และแม้ถึงสาม ข้ายังไม่ทาบ จนกว่าทุกคนจะยืนที่ที่นางจัดไว้"
โขมขยับให้พ้นแนวที่บานจะเปิดเข้าด้านใน ถ้ามันเปิด "เปิดเข้าด้านในตามร่องบาน ยืนตรงนี้แล้วบานจะชนไหล่ ข้ายืนมุม"
ลิลี่จำมุมนั้น "จินยีอยู่หลังข้า ไม่ใช่หลังบาน"
"ค่ะ" จินยีตอบ
อันย้ายไปฝั่งที่กล่องไม่ชี้ร่องส่งเสียง "ฝาเงียบ ข้าจะให้มันเงียบต่อแม้บานจะอยากได้เสียง"
ฉันกอดห่อชิดขึ้นอีกนิด เพราะลมลานแรงขึ้นตอนแรงกดลง ไม่ใช่เพราะผ้าเรียกให้เปิด
มือฉันยังไม่ทาบ
ลิลี่หันไปที่ปากขั้นทันที "ข้าอยู่ตรงนี้ ยังไม่ชัก ถ้ามันขึ้นถึงครึ่งลาน ข้าจะถอยเข้ามุม ไม่ยืนกลางให้บานกับแรงกดขนาบ"
"ถอยได้" ฉันว่า "อย่าชักก่อนข้าสั่ง และข้ายังไม่สั่ง"
จินยีกอดโคมชิดท้องกว่าเดิม "หนูไม่ร้องค่ะ แม้หูจะอื้อ"
อันกดผ้าทับฝาด้วยฝ่ามือ "กล่องเงียบ ข้าจะให้เงียบแม้พื้นลานจะสั่น"
โขมไม่ลุกจากมุมธรณี "ข้าไม่ดันหมอกออกไปรับน้ำหนักนั้น รับแล้วมันจะได้รูปหมอกเราไปใช้"
มินนับระยะจากเสียงที่ขึ้นมา "ยังต่ำกว่าครึ่งขั้น ยังเปิดบานไม่ทันถ้าจะเปิดตอนนี้ และข้าไม่แนะนำให้เปิดคู่กับมัน"
และจากขั้นเบื้องล่าง น้ำหนักบนอากาศเริ่มปีนขึ้นมาใหม่ ทั้งที่เรายังไม่ได้เปิดบาน…