แรงกดที่เลียขอบทางไม่ลงมาเดินกับเรา มันกวาดจากฝั่งน้ำ แล้วถอย
โขมยกมือให้แถวชะลอ ไม่ใช่ให้หมอบ "หมอกบนสันคนละชนิดกับตรอก ตรอกเป็นหมอกอยู่กับคน สันนี้เป็นหมอกอยู่กับหิน ข้าอ่านได้ว่าทางไม่หักในยี่สิบก้าว หลังนั้นมีช่องลมสองช่อง ช่องซ้ายพาลงน้ำ ช่องขวานำขึ้น"
"ขวา" ฉันว่า "ลงน้ำคือย้อนเข้าแรงกด"
ลิลี่เดินท้าย ฝักชิดขา "ช่องซ้ายมีเสียงน้ำไกล ข้าไม่ให้ใครเหยียบขอบนั้น จินยีอยู่หน้าข้าหนึ่งศอก"
"หนึ่งศอกค่ะ" จินยีตอบ โคมดับใต้เสื้อ ลมหายใจของนางเบา แต่ไม่ไอ
อันเดินกลางแถว กล่องอยู่ข้อมือใน ผ้าทับฝา "กลิ่นหญ้ายังไม่รั่ว ถ้ารั่วข้าจะรู้ก่อนมินรู้คลื่น เพราะกลิ่นเดินเร็วกว่าคลื่นบนสันลมแบบนี้"
"ยังไม่รั่วก็อย่าเคาะฝา" ฉันบอก
มินเดินข้างฉันฝั่งที่เห็นช่องลมซ้าย "แรงกดระดับขั้นสี่กวาดสวนคฤหาสน์รอบใหม่ รอบนี้กว้างกว่าเมื่อเราอยู่ในตรอก มันเลียมาถึงขอบสัน แล้วหยุด เพราะหมอกหินไม่ให้รูปคนมันอ่านง่าย หยุดไม่ใช่ลืมเรา หยุดคือยังไม่จับได้"
"อย่าให้มันมีรูป" ฉันว่า "เดินชิดขวา ไม่ยืนเด่นที่ช่องลม"
ห่อในอกไม่สั่นแรง ลมหายใจยาวแบบตอนลา ฉันไม่เปิดเพื่อเช็กความยาว แค่ไม่ให้ชายผ้าครูดพุ่มหญ้าแห้งข้างทาง หญ้าแห้งนั้นไม่ใช่หญ้าหยาดนภา อันมองครั้งเดียวแล้วส่ายหัว
"ไม่ใช่ต้นที่ข้าตัด" นางว่า "ใบด้าน ไม่มีหยาด เด็ดมั่วแล้วกลิ่นดินจะฟุ้งโดยไม่ได้ของ"
"ไม่เด็ด" ฉันสั่ง
เราเดินจนหมอกบางเป็นช่วง ช่วงนั้นสั้น พอยอดหินสีครามโผล่เหนือสันทางหนึ่งครั้ง แล้วหมอกกลบ
ไม่ใช่เรือน ไม่ใช่บานในของหมู่บ้าน เป็นเหลี่ยมของหอ ไกลกว่าที่ตาจะนับขั้นได้ แต่แหวนร้อนตรงเหลี่ยมนั้น ไม่ร้อนแบบดึงย้อนม่าน
โขมยืนนิ่งหนึ่งลม "นั่นหอคอยเมฆาครามในระยะตา ไม่ใช่ในระยะเท้า ข้าไม่สัญญาว่าถึงก่อนแรงกดรอบหน้า"
"ไม่ต้องสัญญาทั้งวัน" ฉันตอบ "พาให้พ้นสันนี้ก่อน"
ลิลี่เหลือบดูเหลี่ยมหินแล้วกลับไปดูทางท้าย "ไม่มีคนตามจากหมู่บ้าน ไม่มีเงาชุดคราม ทางหลังว่าง ทางหน้าต่างหากที่เริ่มไม่ว่าง"
มินยืนยัน "ว่างจากคนเฝ้าหมู่บ้าน จริง ไม่ว่างจากคลื่น รอบกวาดถัดไปจะไม่หยุดที่ขอบสัน มันจะลองอ่านขั้นที่ตัดขึ้นไปหาหอ ขั้นนั้นยังไม่เห็น แต่แหวนชี้ไปทางที่มีขั้น"
จินยีถามเบา "หนูต้องจุดไหมคะ ถ้าแรงกดใกล้แล้วลมหายใจในผ้าสั้น"
"ยังไม่สั้น" ฉันว่า "ยังไม่จุด แสงบนสันนี้คือรูปที่คลื่นอยากได้"
อันปิดช่องลมซ้ายด้วยตัวไม่ใช่ด้วยวายุพัดแรง "ข้าไม่เป่าหมอกให้ขาด เป่าแล้วทางลงน้ำจะโล่งให้แรงกดปีน ข้ายืนบังกลิ่นกล่องพอ"
โขมเลือกช่องขวา หินชื้น แต่ไม่มีลายลวงแบบม่านเมื่อคืน "เหยียบกลางแผ่น ขอบซ้ายยุบ ยุบแล้วเสียงจะลงไปถึงน้ำ"
ฉันเหยียบกลาง ห่อไม่เอียง แหวนชี้เหลี่ยมที่หมอกกลบไว้แล้ว
ระหว่างก้าวที่สิบสอง แรงกดกลับมา
ไม่ใช่คน ไม่มีเสียงฝีเท้า เป็นน้ำหนักบนอากาศที่ทำให้หูอื้อหนึ่งจังหวะ มินยกมือห้ามทุกคนหยุดพร้อมกัน
"นิ่ง" นางกระซิบ "มันกวาดผ่านความกว้างของสัน ไม่ได้ลงมาเดิน นิ่งแล้วมันอ่านได้แค่หินกับหมอก"
ฉันนิ่ง ระดับขั้นสามกดอยู่ที่นิ้ว ไม่ได้ออกเป็นแสง ไม่ได้เป็นฝ่ามือสายฟ้า ลิลี่ไม่ชักกระบี่วิญญาณ จินยีกอดโคมจนขอบโลหะไม่ทักหิน อันกลั้นแม้แต่การขยับผ้าที่ทับฝา โขมไม่ดันหมอกเพิ่ม เพราะหมอกหินที่มีอยู่พอ
แรงกดเลื่อนผ่านไปทางช่องลมซ้าย แล้วลงตามเสียงน้ำ ห่างออก
มินนับจนหูไม่อื้อ "ผ่านแล้ว ผ่านแบบไม่ล็อก รอบหน้าข้าไม่กล้าพูดว่าผ่านแบบนี้อีก มันจำแล้วว่าบนสันมีช่องที่อากาศหนักผิด"
"เดิน" ฉันว่า "ก่อนมันจำรูปเท้า"
เราเดินต่อจนพ้นสันแรกตามคำที่ผู้อาวุโสสั่ง กล่องยังปิด ฉันไม่ให้เปิดแม้จะพ้นเส้นนั้นแล้ว
"พ้นสันแรกแล้ว" อันรายงาน "คำลาครบข้อหนึ่ง ยังไม่ถึงหอ"
"เปิดกล่องเมื่อไหร่ค่อยว่า" ฉันตอบ "วันนี้ยังไม่ใช่เมื่อไหร่"
จินยียิ้มไม่ได้ "หนูเดินไหวค่ะ ผ้ายังยาว"
ลิลี่ปิดทางท้ายอีกรอบ "ยังไม่มีคนตาม แต่น้ำหนักเมื่อกี้ไม่ต้องมีคนถึงจะตามได้"
โขมชี้ทางที่หมอกแหวกเป็นขั้นตัดขึ้นไปตามผา "ขั้นนั้นคือทางที่แหวนชี้หลังเหลี่ยมหอ ยังไม่ใช่ประตู ถึงประตูต้องขึ้นอีกช่วง ช่วงนั้นไม่มีกระดิ่งหมู่บ้านให้เตือน"
จินยีเหลือบเห็นเหลี่ยมหออีกครั้งตอนหมอกบาง แล้วหมอกกลบทันที
"หนูเห็นแค่คมหินค่ะ ไม่เห็นประตู ไม่เห็นคน"
"พอ" ฉันตอบ "ประตูไม่ใช่ของตาบนสันนี้ ของตาบนสันคืออย่าให้แรงกดเห็นเราเป็นจุดค้าง"
ลิลี่เคาะฝักกับเข่าตัวเองครั้งเดียว เบาจนไม่ลงน้ำ "ดาบข้ายังอยู่ในฝัก อยู่ในฝักไม่ใช่เพราะข้าไม่กลัว คือเพราะชักบนสันนี้เท่ากับจุดไฟ"
อันเห็นด้วย "วายุข้าก็ยังไม่เป่าแรง ด้วยเหตุเดียวกัน กล่องปิดคือการไม่จุดอีกแบบ"
โขมเลือกแผ่นถัดไปด้วยปลายเท้าก่อนทั้งฝ่าเท้า "แผ่นนี้รับน้ำหนักได้ แผ่นซ้ายไม่รับ จำไว้ถึงขั้นข้างหน้า ขั้นข้างหน้าจะชันกว่าสัน"
มินมองขั้นแล้วมองฟ้าที่เริ่มเทา "รอบกวาดถัดไปจะไม่พลาดขั้นนี้ ถ้าเราอยู่บนขั้นตอนมันมา นิ่งอย่างเดียวอาจไม่พอ ต้องถึงช่วงที่หินหอบังตัวได้ก่อน"
ก่อนถึงขั้นนั้น มีชายคาหินยื่นออกมาพอให้หกคนยืนพ้นลมได้ครู่หนึ่ง ไม่พอให้นอน
"พักเท้า ได้" ฉันว่า "พักไฟ ไม่ได้ จุดไม่ได้ นั่งไม่ได้"
จินยีพิงผาไม่พิงฉัน "หนูยืนไหวค่ะ ผ้ายังยาว หนูไม่ได้ขอจุด"
ลิลี่ยืนปากชายคาหันออก "ทางที่เราเดินมาว่างจากคน ไม่ว่างจากน้ำหนัก ถ้าน้ำหนักกลับมาตอนเรายืนรวมกัน รูปจะชัดกว่าตอนเดินเรียง"
"งั้นไม่ยืนรวมนาน" มินรับ "ครู่เดียวพอให้ข้าฟังว่ารอบกวาดถัดไปมาจากน้ำหรือมาจากสันแล้ว"
โขมใช้ครู่นั้นลูบหินชายคา "หินนี้ไม่ตอบแหวน แปลว่ายังไม่ใช่เขตรอบหอ เหลี่ยมที่เราเห็นเมื่อกี้ยังอยู่ไกล ไกลแบบที่เท้าต้องขึ้นขั้น ไม่ใช่ไกลแบบที่ตาหลอก"
อันเปิดผ้าที่ทับฝาแค่พอตรวจว่าฝาไม่เผยอ แล้วปิดทับใหม่ "ไม่เปิดกล่อง แค่ดูว่าเสียงชนเมื่อกี้ไม่ทำให้ฝาเผยอ เผยอไม่มี กลิ่นไม่มี"
"ดี" ฉันว่า
ก้อนหินเล็กหลุดจากชายคาไปทางช่องลมซ้าย ตกจนได้ยินน้ำรับข้างล่าง ไม่ตกใส่ใคร
ลิลี่ไม่สะดุ้งทั้งตัว สะดุ้งแค่ศอก "ก้อนนั้นบอกว่าชายคาไม่ใช่ที่อยู่ อยู่ต่อแล้วก้อนต่อไปอาจไม่ลงน้ำ"
"เดิน" ฉันสั่งทันที "ครู่พักหมดแล้ว"
มินพูดขณะก้าวออก "รอบถัดไปมาจากน้ำ และจะหันขึ้นหาขั้น ไม่ได้หันขึ้นหาชายคานี้ เราหนีชายคาได้ หนีขั้นไม่ได้ เพราะขั้นคือทางเดียวที่แหวนยอมชี้หลังเหลี่ยมหอ"
โขมนำออกจากชายคาโดยไม่หันซ้าย "ขวาตลอด จนกว่าขั้นจะตัดขวาง ตัดขวางแล้วค่อยขึ้น ไม่ตัดเองด้วยการปีนผา"
จินยีจับชายเสื้อลิลี่ไว้เหมือนบนขั้นลา "หนูไม่ปีนเองค่ะ"
"ไม่มีใครปีนเอง" ลิลี่ตอบ "ปีนเองคือทางที่แรงกดอ่านง่ายที่สุด"
ฉันมองขั้นที่ตัดขึ้นไปในหมอก
แหวนร้อนจัดหนึ่งจังหวะ แล้วชี้กลางขั้นนั้น
โขมวางเท้าบนขั้นแรกแล้วถอนกลับ "ขั้นแรกหลวม หลวมแบบหินวางทับไม่ใช่หินฝัง เหยียบแล้วเสียงลงผา ข้าขอขั้นที่สองที่ฝังแน่น"
"ฟังนาง" ฉันว่า แล้วไม่เร่ง
ลิลี่ส่งจินยีข้ามขั้นหลวมโดยจับศอก "กระโดดสั้น ๆ ไม่ใช่ปีน ข้าอยู่ข้างล่างกันไม่ให้ไถล"
จินยีข้ามได้ โคมไม่ทักหิน "หนูพ้นค่ะ"
อันข้ามโดยยกข้อมือกล่องสูง "ฝาไม่ชนขั้น ข้าดูแล้ว"
มินข้ามทีหลังฉัน เพราะนางอยากฟังว่าขั้นหลวมส่งเสียงถึงน้ำหรือไม่ "ส่งไม่ถึงน้ำ ถึงแค่ผา ผายังไม่ใช่หูของแรงกดทั้งก้อน แต่พอให้เรารู้ว่าอย่าเหยียบซ้ำตอนลง ถ้ามีวันลง"
"วันนี้ไม่ลง" ฉันตอบ
และจากฝั่งน้ำ แรงกดระดับขั้นสี่เริ่มหันหัวกลับมา หากยังไม่ถึงตัว…