📖 เกิดใหม่เป็นเทพ ระบบพลังมาเยือน
เกิดใหม่เป็นเทพ ระบบพลังมาเยือน · บทที่ 21 จาก 135

ตอนที่ 21: มงกุฎบนฟ้าและแม่น้ำดาว

ข้อศอกฉันยันหินเปียก พ้นปากท่อใต้รากกำแพงเมืองเมฆา โคลนดำเปรอะแขนถึงข้อ ลมหนาวกรีดเข้าคอจนไอ

หกคนกลิ้งลงหญ้าลาดนอกกำแพง น้ำท่อยังไหลตามหลัง แล้วหินศิลาด้านในลั่นเอี๊ยด ลิ่มเวทปิดปากทางกลับ เสียงนั้นทึบเหมือนฝาโลง

[ระบบ] ท่อเมืองเมฆาปิดตาย — ทูตแห่งมืดรับรู้แกนเมฆาครามนอกกำแพง เคลื่อนทันที

ฉันเงยทันควัน เหนือยอดกำแพง เมฆดำวนเป็นวังวน มงกุฎเพลิงทมิฬลอยนิ่ง เปลวดำไร้ความร้อน จ้องแกนในแหวน ไม่ลงมือเอง แรงกดทำให้เลือดในหูดัง

"อย่าโชว์ฟ้า" ฉันกดปราณขั้นสามลงท้องจนขมับเต้น

"ไม่โชว์" ลิลี่กระบี่ฝักชิดขา นางเช็ดโคลนออกจากคมเสี้ยวโดยไม่ชักเต็ม

จินยีหอบ โคมในผ้า "ท่อกลับไม่ได้ค่ะ"

"ไม่ได้" อันชี้ปลายน้ำเบื้องล่าง ม้วนหนังแผนที่ยุทธภพชั้นนอกสั่นในฝ่ามือ "เมืองแม่น้ำดาว ปลายน้ำฝั่งใต้ ทางเดียวที่ข้าชี้ได้โดยไม่พาเข้าประตู"

มินฮู้ดเปียก นิ้วแตะรอยเกวียนในดิน "ค่ายในท่อดับแล้ว คลื่นบนฟ้ายังตามกลิ่น เกวียนออกประตูตะวันออกไม่เกินครึ่งชั่วยาม ห่อผ้าไปกับเขา"

โขมผ้าคลุมเปลี่ยนสีกลืนหญ้า นางยื่นมือ "ข้าพาถึงปากป่าแล้ว ตามสัญญา ยาสองห่อ"

ฉันยื่นห่อยาจากย่าม น้ำมือเปียกโคลน "จ่ายเมื่อพ้นตาข่ายเมืองเมฆา ตามปาก"

นางรับ ไม่ยิ้มกะโปโล "ป่าไม่ใช่รอด รอดคือไม่ให้มงกุฎจดพิกัด"

เราไม่ยืนนิ่งให้เงาบนฟ้าจดร่าง คลานตามร่องหญ้าลงลาด ห่างกำแพง ห่างท่อที่ปิด ดงไผ่ทมิฬรับกลิ่นโคลนแทนกลิ่นเมือง

แหวนร้อนวูบ เศษผ้าไหมม่วงสลับทองติดพุ่มใกล้รอยเกวียน ฉันเก็บพับใส่ในอก ไม่โชว์ลม ลายมังกรหลงซานเล็กจนต้องหรี่ตา

โขมกระซิบ "เจออะไร"

"ร่องรอยสายเลือด" ฉัน "ไม่ใช่หน้า"

ลิลี่หรี่ตาตามรอยเกวียนลงใต้ "เกวียนไม่ใช่ศิษย์มืดล้วน มีชาวบ้านปน"

"ชาวบ้านอย่าดึงเข้าคม" ฉัน

อันพยัก แผลแขนแห้งด้วยผง "พวกมันตามกลิ่นแกน ไม่ตามคน ข้าว่ามาแล้วในท่อ"

จินยีกำชายเสื้อ "หนูไม่จุดโคมค่ะ"

มิน "ดี"

มงกุฎบนฟ้าเอียงตามแกนเมื่อเราขยับ ฉันหน่วงปราณจนมือชา ไม่ให้สายฟ้าเล็ดแม้เส้น

โขมชี้ดงอ้อ "ลงน้ำฝั่งใต้ คืนนี้ไม่ใช้ถนน"

ป่าไผ่ปิดหลังกำแพง ใบไผ่เสียดสีดังคลื่น คนหกสายเดินต่ำกว่าลำไผ่ ทูตแห่งมืดมีห้าตน ยังไม่ลงสนามตัวจริง คืนนี้มีแค่เงามงกุฎ พอให้ขาไม่หยุด ไม่พอให้ชะล่า

ค่ำลงหลังกอไผ่หนา ฉันขุดหลุมไฟเล็ก ควันถูกลมตีสลายก่อนพ้นยอด โขมผลัดยามกับฉัน นางเขี่ยเถ้าฟืนเบาๆ ผมหยิกคลุมสีเปลี่ยนตามไฟ

"อีกไม่เกินสามวันถ้าตัดลงใต้ ได้ยินคลื่นแม่น้ำดาว" นางพูดทุ้ม

"ชื่อแปลก" ฉันป้ายยาบนรอยถลอกแขน ความแสบทำให้ขบกราม

โขมกระตุกยิ้มบาง "ไม่ใช่ชื่อลอยๆ ก้นลำธารมีหินสะท้อนแสงนับไม่ถ้วน แม้คืนเดือนมืด ผืนน้ำยังระยิบเหมือนดาวตกไปนอนใต้บาดาล เรือกลางคืนดูคล้ายล่องในฟ้า เมืองท่าแดนใต้คึกคักเพราะภาพนั้น"

ภาพในคำนางอุ่นกว่าไฟ ฉันไม่หลงนาน

"แต่จะถึงที่นั่น ต้องข้ามด่านอีกหลายแห่ง" นางถอน "ข้ายังจำซากบ้านหลังคาม่วง กลิ่นเถ้า เปลที่ว่าง"

คำว่าเปลตกกลางวง มินกอดเข่าอีกฝั่งไฟ นิ้วจิกผ้าหัวเข่าจนขาว ปากเม้ม ไม่สะอื้น ไม่แก้ตัว ตาเหม่อกองเพลิง

ลิลี่แสร้งหลับบนฟาง ลืมตาช้า มองมินแล้วเก็บคำไว้ในคอ นางไม่ฟันธง

ฉันส่งตาปรามโขม นางก้มเติมกิ่ง ราตรีกลืนคำถาม

มินพูดเรียบในความมืด ครั้งเดียว "คลื่นในผ้าไม่ใช่ของข้า"

ฉันพยัก ไม่ถามซ้ำ

เช้าหมอกลอยเรี่ยดิน เราดับไฟกลบดิน มุ่งเส้นเกวียนเก่าเลียบไผ่ แหวนสั่นชี้ตรงดิ่งลงแม่น้ำ ไม่ชี้กำแพงหลัง

[ระบบ] ร่องรอยผู้สืบทอดคนที่สอง เคลื่อนต่อ ทิศปลายน้ำฝั่งใต้ ระยะประมาณหนึ่งวัน

ลิลี่ "จำไว้"

อัน "จำ ไม่เดาเพศ"

โขม "ข้าไม่ถามชื่อในห่อ"

จินยี "หนูไม่เรียกค่ะ"

มงกุฎยังจ้องไกล

เราลงดงอ้อสู่เสียงน้ำ

ใครอยู่ในห่อ — ยังไม่มีหน้า?

ป่าไผ่หลังกำแพงยาวกว่าที่ตาเห็นตอนมุดท่อ ฉันใหมินนับรอยเกวียนก่อนให้ใครพ้นกอ

รอยยันต์ไปตลาด รอยเกลือไปท่า รอยห่อผ้าหนักทับรอยเกลือเป็นช่วงสั้น ฉันเลือกท่าตามแหวน ไม่เลือกตลาด

ลมไผ่กรีดใบจนมือชา โขมเดินชิดไม่นำทีม นำทางที่ธงจับไม่ถึง นางกระซิบว่ามงกุฎจดเงาคนที่ยืนนิ่งเกินสามลม เราจึงไม่ยืน

ลิลี่จับไหล่จินยีไม่ให้วิ่งนำ เด็กอยากจุดโคมเพราะรากไผ่สะดุดเท้า ฉันไม่ให้จุด แสงเล็กบนฟ้าใหญ่พอ

อันกักลมฝีเท้าจนดินไม่ฟุ้ง แผลแขนของนางแห้งแล้วแต่ยังดึงเมื่อปีน ฉันไม่ถามยา ถามจังหวะขา

เศษไหมในอกอุ่นเป็นจังหวะเดียวกับแหวน ไม่ใช่จังหวะค่ายเมืองเมฆา จังหวะสายเลือดที่ยังเคลื่อน หนึ่งวันตามระบบ ระยะที่คนขั้นสามวิ่งไม่ทันเกวียน แต่เรือทัน

เราพักหลังกอที่สองเมื่อจินยีหอบถึงไหล่ ฉันป้ายยาบางบนข้อเท้าเด็ก ลิลี่ยื่นน้ำหนึ่งอึก ไม่สอง

มินไม่กิน ไม่ดื่มของใคร นางเฝ้าหินเหมือนเฝ้าเส้นหมึก

โขมเติมกิ่งในหลุมไฟแล้วดับเองก่อนควันพ้นยอด "ไฟคืนนี้พออุ่นแผล ไม่พอให้ฟ้าเห็น"

ฉันเห็นด้วย

ไกลหลังกำแพง วังวนเมฆยังไม่สลาย มงกุฎไม่ลง ทูตแห่งมืดไม่เสียแรงกับดงไผ่ เสียแรงกับแกน

เราเดินต่อเมื่อฟ้าสางเล็กน้อย เส้นเกวียนเก่ามีมูลม้าแห้ง ชาวบ้านผ่านก่อนเราทั้งคืน ฉันไม่ทับรอยใหม่ของยันต์

ดงอ้อเปิดสู่สันดอน เสียงน้ำชัดขึ้น แม่น้ำดาวยังไม่เห็นดาว เพราะเช้ายังมัว แต่หินก้นน้ำเริ่มระยิบตามที่โขมว่า

ฉันจำภาพนั้นไว้เป็นทาง ไม่ใช่เป็นฝัน

คืนแรกนอกกำแพงฉันผลัดยามกับโขมจนฟ้าสางเล็ก นางไม่หลับตาเต็ม นั่งเขี่ยเถ้าแล้วหยุด เขี่ยแล้วหยุด เหมือนคนเคยหนีบ่อยจนร่างกายจำจังหวะไฟ

ฉันป้ายยาที่ซี่โครง ความแสบทำให้ปราณขั้นสามหมุนช้า แหวนอุ่นช่วยชีพจร ไม่ช่วยให้มงกุฎหันไปทางอื่น

เมื่อโขมพูดถึงเปล ฉันเห็นมินสั่นครั้งเดียว แล้วหยุด เหมือนบังคับร่างกายไม่ให้เป็นหลักฐาน นางไม่ใช่คำตอบในห่อ ฉันล็อกคำนี้ไว้ตามที่นางพูด ไม่ตามที่ใจเดา

ลิลี่เก็บสายตา นางฉลาดพอที่จะไม่ซักไซ้เด็กข้างกองไฟ ซักไซ้ในป่าไผ่คือเปิดปากให้ฟ้าได้ยิน

อันไม่ได้ร่วมวงเรื่องเปล นางเฝ้าลมปากทาง แผลแขนทำให้คิ้วขมวดแต่ไม่ขอหยุด

จินยีหลับครึ่ง โคมในผ้าไม่จุด หนูไหวค่ะ เป็นประโยคที่เด็กใช้แทนฉันกลัว

เช้ากลบไฟ ฉันตรวจรอยเท้าเราแล้วให้โขมหมอกทับ เกวียนเก่ามีมูลแห้ง เราเดินข้างรอย ไม่บนรอย

เศษไหมอุ่นขึ้นเมื่อใกล้สันดอน แหวนชี้ลงน้ำ ระบบบอกหนึ่งวัน ฉันไม่วิ่งให้มงกุฎจดความเร่ง เดินให้ถึงเรือ

ดงอ้อเปิด เสียงน้ำชัด หินก้นน้ำระยิบแม้เช้ามัว โขมพูดไม่ซ้ำเรื่องดาว แค่พยัก ภาพนั้นจริง

ฉันหันกำแพงครั้งสุดท้าย ท่อปิด เมืองเมฆาเป็นกรงหลัง เลือกปลายน้ำ ไม่เลือกประตู

มงกุฎยังจ้อง

จ้องก็ให้จ้อง

ขาเราไปน้ำแล้ว

ริมสันดอนก่อนหาเรือ ฉันให้อันฟังลมฝั่งเหนือ นางย่อตัว ผมเปียกติดแก้ม "เกวียนยังจอด ยังไม่ข้าม"

"ข้ามเมื่อค่ายเต็ม" มินเสริมโดยไม่หัน

ลิลี่จับข้อมือจินยี "อย่าวิ่งลงเลน"

"ไม่วิ่งค่ะ"

โขมชี้เรือมุงจาก "ตาแก่คนเดียว เรือเล็ก พอหกคนถ้างอเข่า"

ฉันพยัก แล้วยังไม่เดินทันที ตรวจกลิ่นแกนในแหวนให้แน่น อย่าให้รั่วตอนก้าวสู่เลนเปิด

"ถ้าเขาไม่รับ" อัน

"ก็เดินฝั่งใต้" ฉัน "ไม่ปล้นเรือชาวบ้าน"

ลิลี่พอใจที่มุมปาก โขมฮึด "ปากดีกว่ามือวันนี้"

มิน "มือวันนี้เอาไว้ตัดเส้น ไม่ตัดคอตาแก่"

จินยีกระซิบ "หนูชอบลุงที่ซ่อมแหค่ะ"

"ยังไม่ใช่ลุงเรา" ฉัน "จ้างแล้วจาก"

เราพ้นอ้อทีละคน เลนดูดเสียงฝีเท้า เงินในย่ามเย็น ฉันนับในหัวไม่ให้น้อยจนเขาดูถูก ไม่ให้มากจนเขาจำหน้าคนรวยผิดที่

มงกุฎบนฟ้าจางในหมอกเช้า แต่คลื่นยังแปดร้อยวา ฉันพูดซ้ำ "อย่าตอบคลื่น"

"ไม่ตอบ" ลิลี่

"ไม่ตอบ" อัน

"ไม่ตอบค่ะ" จินยี

โขมหมอกบางแล้ว "หมอกไม่ใช่คำทักขั้นสี่"

ขึ้นเรือเมื่อตาแก่พยัก ลงเมื่อส้มวาบ

ลำดับนี้รอดคน ไม่รอดเรื่อง

กองไฟไผ่ดับแล้ว ฉันยังได้กลิ่นยาสมานแผลที่ซี่โครง โขมเขี่ยเถ้าครั้งสุดท้ายแล้วกลบดินด้วยฝ่ามือ

"สามวันถึงน้ำถ้าไม่เลือดออกเพิ่ม" นาง

"ยาอันเหลือ" ฉันไม่เปิดย่ามให้ฟ้าเห็นจำนวน

อัน "พอถ้าไม่โชว์วายุทุกก้าว"

ลิลี่ "กระบี่บิ่นหนึ่ง ลับได้ตอนพัก ไม่ใช่ตอนเดิน"

จินยี "โคมสองคืนถ้าไม่เต็มดวงค่ะ"

มิน "เส้นเกวียนเก่ามีมูลแห้ง คนผ่านก่อนเรา อย่าทับรอยใหม่"

ฉันพยัก แล้วให้โขมหมอกทับรอยเรา เศษไหมอุ่นขึ้นทีละนิดเมื่อใกล้สันดอน แหวนชี้ลงน้ำ ระบบหนึ่งวัน ฉันไม่วิ่ง

"มงกุฎจดความเร่ง" มิน

"ก็เดิน" ฉัน

ดงอ้อเปิด หินก้นน้ำระยิบ โขมไม่เล่าดาวซ้ำ แค่พยักว่าภาพนั้นจริง

ฉันหันกำแพงครั้งสุดท้าย ท่อปิด กรงหลัง เลือกปลายน้ำ

"ไปเรือ" ฉัน

"ไป" ลิลี่

จินยีเกาะชายเสื้อ "ค่ะ"

แล้วเสียงฝีเท้าที่เราไม่เห็นดังใกล้ขึ้น?