📖 เกิดใหม่เป็นเทพ ระบบพลังมาเยือน
เกิดใหม่เป็นเทพ ระบบพลังมาเยือน · บทที่ 150 จาก 135

ตอนที่ 150: ครึ่งทางแห่งมหากาพย์ — แท่นบูชาเทพบรรพกาล

ลำแสงสีทองอร่ามแห่งมิติโบราณสาดส่องลงมาจากรอยแยกบนม่านเมฆา ทะลวงผ่านฝุ่นควันและกลิ่นคาวโลหิตที่คละคลุ้ง บันไดศิลาสวรรค์ที่ทอดยาวนับพันขั้นเปียกชุ่มไปด้วยหยาดเลือดของมารอสูรที่พวกเราเพิ่งฟาดฟัน ร่างของอสูรหมื่นตนที่เคยถมทับจนมืดฟ้ามัวดินเริ่มสลายตัว กลายเป็นละอองดาราระยิบระยับลอยละล่องขึ้นสู่นภากาศ ประหนึ่งดวงวิญญาณบาปที่ได้รับการชำระล้าง

เสียงลั่นเอี๊ยดอ๊าดอันทรงพลังดังก้องสะท้านเลือนลั่น ประตูหินสลักลายเทพอสูรบานมหึมาของวิหารเทพบรรพกาลชั้นในกำลังเปิดกว้างออกอย่างช้าๆ ลมปราณบริสุทธิ์อันอบอุ่นทะลักล้นออกมาปะทะใบหน้า ขับไล่ความเหน็บหนาวและรังสีสังหารจนหมดสิ้น เผยให้เห็นใจกลางวิหารที่มี ‘แท่นบูชาเทพบรรพกาล’ สร้างจากศิลาผลึกเจ็ดสี ตั้งตระหง่านอยู่ท่ามกลางทะเลหมอกพิสุทธิ์

ทันใดนั้น เสียงสังเคราะห์ที่กึกก้องและเปี่ยมด้วยอำนาจลึกลับก็ดังก้องขึ้นในโสตประสาทของฉันโดยตรง

[ระบบ: แจ้งเตือนวาระสำคัญระดับมหากาพย์!]

[ระบบ: บรรลุหลักชัยสำคัญ ตอนที่ 150 สมบูรณ์แบบ (ก้าวข้ามผ่านกึ่งกลางห้าสิบเปอร์เซ็นต์แห่งมหากาพย์ยุทธภพ)!]

[ระบบ: มอบรางวัลความสำเร็จระดับตำนาน ‘ผู้ก้าวข้ามครึ่งทางแห่งยุทธภพเทพ’! ส่งผลให้รากฐานวิญญาณมั่นคงดั่งขุนเขา ป้องกันการแทรกซึมจากจิตมารทุกรูปแบบ!]

ฉันสูดลมหายใจเข้าลึกจนเต็มปอด ดาบสายฟ้าสลักตรามหาเทพในมือขวาที่อาบชโลมไปด้วยเปลวอัสนีสีชาดเริ่มสงบลง ปลายดาบลู่ลงสู่ผืนดิน ฉันหันกลับไปมองสหายร่วมเป็นร่วมตายที่ยืนเคียงบ่าเคียงไหล่ฝ่าดงคมดาบมาด้วยกัน

"ช่วยกันพยุงเร็วเข้า!" ฉันร้องบอกพร้อมก้าวเข้าไปรับน้ำหนักร่างหนายักษ์ของชั้นสี่

โล่เหล็กดำยักษ์ที่แตกร้าวและโซ่ตรึงวิญญาณเส้นหนาถูกปลดลงกระแทกพื้นศิลาดังกังวาน ชั้นสี่หอบหายใจรวยริน เสื้อเกราะเหล็กแหลกสลายจนเผยให้เห็นรอยกรงเล็บอสูรฉีกกระชากลึกถึงกระดูก ทว่าแววตาของบุรุษร่างยักษ์ยังคงเปล่งประกายหัวเราะร่าอย่างบ้าคลั่ง

"ฮ่าๆๆ! นึกว่าจะได้ทิ้งกระดูกไว้หน้าประตูวิหารเสียแล้ว เจ้าพวกสุนัขรับใช้นั่นกัดเจ็บชะมัด!" ชั้นสี่เค้นเสียงพูดแม้ฟันจะอาบไปด้วยคราบเลือด

อันก้าวเข้ามาทันควัน มือเรียวงามสะบัดเบาๆ ปลดปล่อยขวดหยกสีมรกตออกมารอบกาย กลิ่นหอมระรื่นของโอสถทิพย์ตลบอบอวลไปทั่วบริเวณ นางประสานมือร่ายดัชนีส่งมวลพลังสีเขียวมรกตเข้าชโลมปากแผลของชั้นสี่อย่างประณีต "อย่าเพิ่งขยับปากพูดมาก เจ้าทึ่ม! หากเส้นเอ็นขาดสะบั้น ข้าจะไม่ต่อให้เจ้าอีกแล้ว!"

ข้างๆ กันนั้น จินยีผู้เงียบขรึมรีบขยับเข้ามาช่วยถ่ายทอดปราณโอสถบริสุทธิ์ สองมือประทับลงบนแผ่นหลังกว้างของชั้นสี่ แสงรักษาประกายเขียวทองสว่างวาบ ผิวหนังที่ฉีกขาดและเนื้อเยื่อที่ถูกพิษเริ่มงอกประสานกันอย่างน่าอัศจรรย์ สะเก็ดแผลแห้งกรังหลุดร่วง เผยให้เห็นผิวหนังใหม่ที่แข็งแกร่งดั่งโลหะหล่อหลอม ลมหายใจของชั้นสี่ค่อยๆ กลับมาสม่ำเสมอและทรงพลังอีกครั้ง

ลิลี่สะบัดกระบี่วิญญาณในมือเพื่อขจัดคราบไอปีศาจ คมกระบี่เปล่งเสียงหวีดหวิวเบาๆ ดั่งเสียงกระซิบของสายลม ก่อนที่นางจะเก็บมันเข้าฝักข้างเอว ดวงตากลมโตเป็นประกายทอดมองออกไปเบื้องล่างผ่านระเบียงหินของวิหาร ที่ซึ่งผืนดินเบื้องล่างแปรเปลี่ยนเป็นทะเลทรายละอองดาวสะท้อนแสงระยิบระยับ ดารานับล้านดวงลอยคว้างอยู่ใต้ฝ่าเท้า ราวกับพวกเรากำลังยืนอยู่บนยอดสุดของห้วงจักรวาล

โขมสลายหมอกมายาที่อำพรางกายออก เผยให้เห็นรอยยิ้มบางเบาบนดวงหน้าคมคาย เขาทรุดตัวลงนั่งพิงเสาหิน พลางทอดถอนใจยาวด้วยความโล่งอก ขณะที่มินซึ่งยืนอยู่บนขอบแท่นศิลาลดคันธนูยาวลง เนตรพิกัดดวงดาวในดวงตาคู่คมของเขาค่อยๆ หรี่แสงลง แปรเปลี่ยนกลับมาเป็นแววตาอันอบอุ่นของสหาย

"พวกเรา... รอดมาได้จริงๆ" ลิลี่พึมพำ น้ำตาหยดใสเอ่อล้นคลอดวงตา "นึกว่าการศึกครั้งนี้จะไม่มีวันสิ้นสุดเสียแล้ว"

"มันไม่ใช่แค่รอดชีวิต ลิลี่" มินเอ่ยเสียงนุ่ม ลูบสายธนูเบาๆ "พวกเราบดขยี้กองทัพมารจนราบคาบ และมาถึงที่นี่... ด้วยกัน ทุกคน"

ความรู้สึกตื้นตันเอ่อท้นขึ้นมาจุกที่อก ฉันกวาดสายตามองพวกเขาทุกคน จากวันที่เริ่มต้นเพียงลำพัง ดิ้นรนหนีตายจากกรงขังแห่งโชคชะตา บัดนี้ฉันมีสหายแท้ที่พร้อมจะสละชีวิตให้แก่กัน พวกเขาไม่ใช่แค่ผู้ร่วมทาง แต่คือครอบครัวที่ชะตากรรมมิอาจพรากจาก

สัมผัสอันนุ่มนวลและไออุ่นที่คุ้นเคยแตะลงบนหลังมือของฉัน

ฉันหันไปสบตากับคราม เธออุ้มกู่ฉินคู่ใจแนบไว้ข้างกาย ชายกระโปรงสีครามสะบัดพลิ้วไหวตามแรงลมปราณอันอ่อนโยน เส้นผมสลวยลอยระใบหน้าผุดผ่อง ดวงตาสุกใสดั่งธารน้ำลึกของเธอจดจ้องมองฉันด้วยรอยยิ้มที่งดงามที่สุดเท่าที่ฉันเคยเห็น

"จิน..." น้ำเสียงหวานกังวานดั่งเสียงพิณสวรรค์เอื้อนเอ่ย "พวกเรา... เดินมาถึงครึ่งทางของเส้นทางนี้แล้วจริงๆ"

"ใช่ คราม" ฉันกุมมือเธอตอบ บีบกระชับแน่นเพื่อถ่ายทอดความมั่นคงในหัวใจ "แต่การเดินทางที่แท้จริง เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นต่างหาก"

ครามพยักหน้าเบาๆ แววตาของเธอเปี่ยมด้วยความเชื่อมั่นอันไร้ที่สิ้นสุด นางผายมือไปยังแท่นบูชาเทพบรรพกาลใจกลางห้องโถง "ไปเถิด ถึงเวลาที่ต้องปลุกพลังแห่งมรดกแล้ว"

ฉันสูดลมหายใจ ลุกขึ้นยืนตัวตรงแล้วก้าวเดินขึ้นบันไดศิลาเจ็ดสีมุ่งหน้าสู่แท่นบูชาเทพบรรพกาล ทุกย่างก้าวเปี่ยมด้วยน้ำหนักของพลังปราณที่สั่งสมมาอย่างยาวนาน ลมปราณในร่างของฉันเวลานี้คือ 'ระดับสามขั้นสมบูรณ์' ที่แน่นิ่งดั่งศิลาแช่อยู่ใต้ก้นสมุทรลึกหมื่นวา มันมิได้พลุ่งพล่านอย่างบ้าคลั่งเพื่อเรียกร้องการทะลวงผ่าน แต่กลับสงบ มั่นคง ละเอียดอ่อน และแข็งแกร่งจนไร้ช่องโหว่ ฉันรู้ดีแก่ใจว่านี่ไม่ใช่เวลาที่จะฝืนก้าวสู่ระดับสี่ รากฐานที่ไร้เทียมทานเท่านั้นที่จะแบกรับชะตากรรมในเบื้องหน้าได้

เมื่อยืนอยู่หน้าแท่นบูชา ฉันเปิดมิติกระเป๋าคาดเอว นำสมบัติล้ำค่าทั้งสามชิ้นออกมาอย่างระมัดระวัง

ชิ้นแรกคือ ตลับศิลาโบราณลวดลายมังกรกลืนตะวัน ภายในบรรจุ 'เข็มตรึงวิญญาณ' สามเล่มที่ทอประกายแสงสีเงินยวบยาบ ไร้ระลอกคลื่นใดเล็ดลอด

ชิ้นที่สองคือ 'ผลึกดวงเนตรดวงดาว' ทรงกลมส่องประกายแสงสีครามอมม่วง เสมือนมีดวงดารานับพันหมุนวนอยู่ภายใน

และชิ้นสุดท้าย ครามก้าวขึ้นมายืนเคียงข้าง ปลด 'แกนคราม' ประจำตัวของเธอที่เปี่ยมด้วยไอพลังเพลงคลื่นอันลึกล้ำ วางประกบลงไปพร้อมกันบนร่องศิลาทั้งสามช่องของแท่นบูชา

ครืนนนนนนน!

ทันทีที่วัตถุทั้งสามสัมผัสร่องศิลา ผืนพิภพใต้ฝ่าเท้าพลันสั่นสะเทือนเลื่อนลั่น เสาแสงสีรุ้งขนาดมหึมาพุ่งทะยานจากใจกลางแท่นบูชา ทะลวงหลังคาวิหารพุ่งตรงขึ้นสู่สรวงสวรรค์ชั้นฟ้าจนม่านเมฆาแตกกระจายเป็นวงกว้าง ไอพลังบรรพกาลอันบริสุทธิ์หมุนวนกลายเป็นพายุหมุนแห่งดวงดาว วัตถุทั้งสามชิ้นลอยขึ้นสู่อากาศ หลอมละลายและถักทอเข้าด้วยกันด้วยเปลวเพลิงเทวะสีขาวบริสุทธิ์

ประกายแสงเจ็ดสีเริ่มรวมตัวควบแน่น เปลี่ยนรูปร่างกลายเป็นศิราภรณ์อันวิจิตรตระการตา มันคือ ‘มงกุฎดวงดาวแห่งผู้พิทักษ์’ ที่สลักเสลาจากผลึกดาราและลวดลายคลื่นสมุทรโบราณ

[ระบบ: การหลอมรวมมรดกโบราณทั้งสามส่วนเสร็จสมบูรณ์!]

[ระบบ: ถือกำเนิดมหาศาสตราวิญญาณ ‘มงกุฎดวงดาวแห่งผู้พิทักษ์’ ปลดปล่อยม่านพลังศักดิ์สิทธิ์คุ้มครองแก่นวิญญาณของสมาชิกทุกคนในกลุ่ม เพิ่มพลังป้องกันจิตวิญญาณร้อยละห้าสิบ และเพิ่มอัตราการฟื้นฟูปราณตลอดเวลา!]

ลำแสงอันอบอุ่นจากมงกุฎดวงดาวแผ่กระจายออกมาราวกับคลื่นน้ำ ละอองแสงสีรุ้งโปรยปรายลงมาสัมผัสร่างของพวกเราทุกคน รอยแผลเป็นเล็กๆ ร่องรอยความเหนื่อยล้าทางวิญญาณ และตะกอนขุ่นมัวในจุดชีพจรพลันถูกชะล้างจนหมดสิ้น

ในร่างกายของฉัน ลมปราณระดับสามขั้นสมบูรณ์ที่เคยนิ่งสงบ ดั่งศิลาหมื่นปีใต้สายน้ำลึก บัดนี้กลับได้รับการขัดเกลาจากละอองดาวจนผุดผ่องประหนึ่งเพชรน้ำเอกที่ผ่านการเจียระไน เนื้อปราณยิ่งมายิ่งควบแน่น บริสุทธิ์ผุดผ่องจนไร้สิ่งเจือปน มันมิได้ขยายขอบเขตขึ้นเพื่อข้ามขั้น แต่กลับหยั่งรากลึกลงไปในแก่นแท้แห่งวิญญาณ ราวกับรากของต้นไม้ยักษ์ที่ยึดโยงผืนพิภพเอาไว้ เป็นการเตรียมความพร้อมอันสมบูรณ์แบบที่สุด ก่อนที่ประตูแห่งระดับต่อไปจะเปิดออกในกาลข้างหน้า

ทว่า ในขณะที่ทุกคนกำลังดื่มด่ำกับความสงบสุข เสียงเตือนของระบบกลับดังแปรเปลี่ยนเป็นเสียงระฆังศึกอันแหลมคม กึกก้องจนแก้วหูแทบฉีกขาด!

[ระบบ: แจ้งเตือนภัยพิบัติระดับจักรวาล!]

[ระบบ: ถอดรหัสแผนที่ครึ่งหลังแห่งมหากาพย์สำเร็จ ปลดล็อกพื้นที่ ‘ทวีปเทพบรรพกาลชั้นใน’!]

[ระบบ: ตรวจพบตัวตนบรรพกาลขั้นสูงสุด... ม่านหมอกทมิฬกำลังกลืนกินเส้นขอบฟ้า ศัตรูที่แท้จริงได้ตื่นขึ้นแล้ว: ‘จักรพรรดิมารดวงดาวทมิฬ’ ผู้กักขังเหล่าทวยเทพโบราณไว้ในหอคอยหมื่นลี้!]

ภาพลวงตาฉายวาบขึ้นบนท้องฟ้าเหนือวิหาร ทะเลทรายละอองดาวอันงดงามเบื้องล่างพลันถูกเงาทึบสีดำทะมึนกลืนกินทีละส่วน เสาหินสีนิลขนาดยักษ์สูงเสียดฟ้าที่เรียกว่าหอคอยหมื่นลี้ผุดขึ้นมาจากรอยแยกของมิติ ไอสังหารอันเยียบเย็นแผ่ซ่านลงมาจนอุณหภูมิในวิหารลดฮวบลงจนเกิดเกล็ดน้ำแข็ง ดวงตาสีโลหิตขนาดยักษ์คู่หนึ่งเปิดลืมขึ้นท่ามกลางความมืดมิด จ้องมองลงมายังพวกเราประหนึ่งมองดูมดปลวก!

แรงกดดันมหาศาลกดทับจนแผ่นศิลาแท่นบูชาเริ่มปริร้าว ลมหายใจของทุกคนสะดุดกึก ความหวาดหวั่นพรั่นพรึงแล่นปราดเข้าสู่วิญญาณ

แต่ไม่มีใครถอยหลังแม้แต่ก้าวเดียว!

ฉันก้าวออกมายืนอยู่ตรงขอบหน้าผาของวิหาร ชักดาบสายฟ้าสลักตรามหาเทพขึ้นชี้ตรงไปยังดวงตาสีโลหิตบนฟากฟ้า ประกายสายฟ้าสีทองคำรามลั่น ฟาดฟันผ่านม่านอากาศจนเกิดเสียงระเบิดดังกึกก้อง แสงอัสนีแห่งความเด็ดเดี่ยวส่องสว่างสะท้อนเคียงคู่กับแสงดวงดาว ขับไล่ความมืดมิดที่พยายามคืบคลานเข้ามาจนแหลกสลาย

ฉันหันกลับมามองเพื่อนร่วมทีมทุกคน สบตากับครามที่กุมกู่ฉินแน่น สบตากับลิลี่ที่จับด้ามกระบี่วิญญาณด้วยมืออันมั่นคง สบตากับชั้นสี่ที่ยกโล่ยักษ์ขึ้นกระแทกพื้นจนดินสะเทือน สบตากับมินที่เหนี่ยวสายธนูเตรียมพร้อม สบตากับอันและโขมที่ประสานไอมนตราและหมอก!