📖 เกิดใหม่เป็นเทพ ระบบพลังมาเยือน
เกิดใหม่เป็นเทพ ระบบพลังมาเยือน · บทที่ 119 จาก 135

ตอนที่ 119: สัญญาณเตือนภัยระลอกใหม่ — ธาราวารีพิสูจน์ใจ

Hook

บรรยากาศภายในศาลาธาราวารีเร้นลับพลันลดต่ำลงจนเย็นเฉียบประดุจน้ำแข็ง คำประกาศิตอันเยียบเย็นของราชันย์เงามายาเรื่องการทรยศและเมล็ดพันธุ์เงาที่แฝงตัวอยู่ในกลุ่มพวกเรา สั่นคลอนความไว้เนื้อเชื่อใจจนเกิดความหวาดระแวงไปทั่วทั้งห้องโถงใต้ดิน ลิลี่ก้าวถอยหลังหนึ่งก้าว มือเรียวกระชับด้ามดาบ Spirit Blade แน่น ชั้นสี่กำหมัดใหญ่โตด้วยสีหน้าสับสนและอึดอัด โขมและมินสบตากันด้วยความระแวดระวัง กลิ่นอายความตายและไอความมืดที่มองไม่เห็นเริ่มกัดกร่อนสายสัมพันธ์ของทีม [ระบบ] แจ้งเตือนสถานการณ์วิกฤต: ตรวจพบคลื่นไอปีศาจแฝงเร้นในจุดชีพจรของสมาชิกทีมหนึ่งคน พลังสายฟ้าระดับสามในร่างของจินสัมผัสได้ถึงความผิดปกติ หากไม่รีบระบุตัวและขับไล่ เมล็ดพันธุ์จะหยั่งรากกลืนกินสติสัมปชัญญะภายในสิบสองชั่วยาม!

Body

"ใครกันแน่..." ลิลี่เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ แววตาของนางเต็มไปด้วยความเจ็บปวด "พวกเราคนใดคนหนึ่งกำลังถูกมันบงการอยู่จริงๆ งั้นหรือ?"

"ข้าไม่รู้ว่ามันพูดบ้าอะไร!" ชั้นสี่ขึ้นเสียงพลางทุบอกตัวเองเสียงดัง "ข้าสู้ตายถวายชีวิตเพื่อพวกเจ้ามาตลอด โล่ของข้ารับคมดาบแทนพวกเจ้าจนเกือบแหลกเป็นเสี่ยงๆ ข้าไม่มีวันเป็นสายลับให้ไอ้หน้ากากนั่นเด็ดขาด!"

"ไม่มีใครบอกว่าเป็นนาย ชั้นสี่" โขมเอ่ยเตือนสติ ทว่าสายตาของนางก็ยังคงกวาดมองทุกคนด้วยความหวาดหวั่น "แต่มันบอกว่าเมล็ดพันธุ์ถูกฝังไว้ก่อนที่เราจะลงมาในอุโมงค์... นั่นหมายความว่าใครคนใดคนหนึ่งอาจถูกวางยาโดยไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ!"

ความเงียบที่หนักอึ้งกลับมาปกคลุมอีกครั้ง บรรยากาศเริ่มตึงเครียดจนเกือบจะควบคุมไม่อยู่ สหายที่เพิ่งผ่านความเป็นความตายมาร่วมกันกำลังจะหันคมดาบเข้าหากันเพียงเพราะคำพูดยุยงเพียงไม่กี่ประโยคของศัตรู

"หยุดเดี๋ยวนี้!"

ฉันก้าวออกมายืนขวางกลางระหว่างทุกคน ปลดปล่อยคลื่นปราณสายฟ้าระดับสามออกมาล้อมรอบร่าง เสียงเปรี๊ยะของประกายสายฟ้าสีเงินดังสะท้อนก้องไปทั่วศาลาหิน ช่วยดึงสติของทุกคนให้กลับมาอยู่ที่ฉัน

"จิน..." ครามมองฉันด้วยความเข้าใจ

"ฟังฉันให้ดีทุกคน" ฉันกวาดสายตามองสหายร่วมรบทีละคนอย่างหนักแน่น "ราชันย์เงามายาคือจอมวางแผนที่ร้ายกาจที่สุด มันรู้ดีว่าพลังของพวกเราเกิดจากการรวมใจเป็นหนึ่งเดียว สิ่งที่มันกลัวที่สุดไม่ใช่คมดาบของลิลี่ ไม่ใช่โล่ของชั้นสี่ และไม่ใช่สายฟ้าของฉัน... แต่คือความเชื่อมั่นที่พวกเรามีให้แก่กัน! หากพวกเราเริ่มระแวง เริ่มชี้นิ้วใส่กัน นั่นเท่ากับว่าพวกเราได้ยอมแพ้ให้แก่แผนการของมันไปแล้วครึ่งหนึ่ง!"

คำพูดของฉันทำให้ทุกคนชะงัก ลิลี่ค่อยๆ คลายมือออกจากด้ามดาบ ชั้นสี่ก้มหน้าลงกัดฟันแน่น

"แต่จิน... ระบบก็เตือนนายเองไม่ใช่หรือว่ามีไอปีศาจแฝงอยู่ในตัวใครบางคนจริงๆ?" อันถามด้วยน้ำเสียงกังวล "หากปล่อยไว้ สหายของเราคนนั้นจะตกอยู่ในอันตราย"

"ใช่ และนั่นคือเหตุผลที่พวกเราต้องหามันให้เจอ ไม่ใช่เพื่อลงโทษหรือขับไล่ แต่เพื่อช่วยชีวิตสหายของเรา!" ฉันตอบอย่างเด็ดขาด "และสถานที่แห่งนี้ ศาลาธาราวารีเร้นลับ คือสถานที่ที่สมบูรณ์แบบที่สุดในการพิสูจน์ความจริง"

ฉันชี้มือไปยังธารน้ำพุศักดิ์สิทธิ์ที่ไหลรินอยู่รอบศาลา "น้ำพุแห่งนี้สร้างขึ้นโดยผู้สร้างบรรพกาล มันมีคุณสมบัติในการสะท้อนและชำระล้างพลังงานมืดโดยธรรมชาติ หากใครมีเมล็ดพันธุ์เงาแฝงอยู่ น้ำพุจะทำปฏิกิริยาและเปลี่ยนสีทันทีโดยไม่ทำอันตรายต่อเจ้าของร่าง... ฉันขอให้ทุกคนก้าวลงไปในน้ำพุทีละคน เพื่อพิสูจน์ความจริงและรักษาคนที่ได้รับบาดเจ็บ"

"ฉันเห็นด้วย" ครามก้าวขึ้นมายืนเคียงข้างฉัน "เพื่อความสบายใจของทุกคน ฉันและจินจะลงไปเป็นคู่แรก"

ฉันและครามถอดรองเท้าแล้วก้าวลงไปในธารน้ำพุใสสะอาด สัมผัสแรกคือความอบอุ่นและบริสุทธิ์ของไอวิญญาณ ละอองน้ำรอบตัวพวกเราส่องแสงสีครามอมทองเรืองรอง น้ำยังคงใสกระจ่างดั่งแก้วคริสตัล แม้ว่าข้อมือซ้ายของฉันจะมีคำสาปเข็มมืดอยู่ แต่มันถูกสะกดไว้ในตลับศิลา น้ำพุจึงเพียงแค่เปล่งแสงระยิบระยับตอบรับพลังแกนกลางเท่านั้น

"ตาฉันบ้าง" ลิลี่สูดหายใจลึกแล้วก้าวลงมาในน้ำ น้ำพุยังคงใสบริสุทธิ์

จากนั้น มิน โขม อัน และจินยี ต่างก้าวลงมาในธารน้ำพุทีละคน ทุกคนต่างผ่านการทดสอบโดยที่น้ำพุไม่เปลี่ยนสีเลยแม้แต่น้อย บรรยากาศเริ่มผ่อนคลายลงเรื่อยๆ จนกระทั่งสายตาทุกคู่หันไปจับจ้องที่คนสุดท้าย

ชั้นสี่...

ชายร่างยักษ์กลืนน้ำลายลงคอ เขายิ้มแห้งๆ "เห็นไหมล่ะ ข้าบอกแล้วว่าข้าไม่ได้เป็น... เอาล่ะ ข้าจะลงไปล้างหน้าให้ดู"

ชั้นสี่ก้าวขาขวาลงไปในน้ำพุอย่างมั่นใจ ทุกอย่างดูปกติดี จนกระทั่งเขาก้าวขาซ้ายตามลงไป และท่อนแขนขวาที่พันผ้าพันแผลไว้จุ่มลงไปสัมผัสกับผิวน้ำ...

"ซู่มมมม!"

เสียงฟู่ดังขึ้นราวกับเหล็กร้อนจุ่มลงในน้ำเย็นจัด! ผิวน้ำที่เคยใสสะอาดรอบตัวของชั้นสี่พลันเปลี่ยนสภาพกลายเป็นสีม่วงคล้ำอย่างรวดเร็ว กลิ่นอายความมืดอันเน่าเหม็นพวยพุ่งขึ้นมาเป็นควันสีดำจางๆ บนแขนขวาของเขา ผ้าพันแผลเริ่มเปื่อยยุ่ย เผยให้เห็นรอยแผลไหม้จากกรดที่กลางแขน ซึ่งบัดนี้มีจุดผลึกสีม่วงเข้มขนาดเท่าเมล็ดถั่วกำลังฝังแน่นและเต้นตุบๆ อยู่ใต้ชั้นผิวหนัง!

"อะ... อะไรกัน..." ชั้นสี่เบิกตากว้างด้วยความช็อกอย่างขีดสุด ร่างยักษ์ของเขาสั่นสะท้านอย่างควบคุมไม่ได้ เขามองแขนตัวเองสลับกับมองหน้าเพื่อนๆ ด้วยแววตาที่แตกสลาย "ข้า... ข้ามีมันจริงๆ หรือ... ข้าเป็นคนทรยศงั้นหรือ...?"

หยาดน้ำตาเม็ดโป้งไหลรินอาบแก้มของชายชาติชาตรี ชั้นสี่ทรุดเข่าลงในน้ำ มือซ้ายของเขากำดาบยักษ์ขึ้นมาแล้วจ่อเข้าที่ลำคอของตนเองทันที!

"หากข้าจะทำให้พวกเจ้าต้องตาย ข้าขอปลิดชีพตัวเองตรงนี้ดีกว่า!"

"หยุดเดี๋ยวนี้ ชั้นสี่!"

ฉัน ลิลี่ และโขม พุ่งเข้าไปตะครุบมือของเขาไว้ได้ทันท่วงที ลิลี่แย่งดาบยักษ์ออกจากมือเขา ขณะที่ฉันจับไหล่หนาของเขาไว้แน่น

"ตั้งสติสิ ชั้นสี่! นายไม่ใช่คนทรยศ!" ฉันตะโกนใส่หน้าเขาอย่างจริงจัง

จินยีและอันรีบก้าวเข้ามาคุกเข่าลงข้างแขนขวาของเขา อันใช้มีดเงินสะกิดผ้าพันแผลออกอย่างระมัดระวัง ขณะที่จินยีเพ่งโคมวิญญาณตรวจดูโครงสร้างของรอยแผล

"พี่น้องทุกคน ดูนี่สิ!" จินยีร้องบอกด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ "เมล็ดพันธุ์เงานี้ไม่ได้ถูกกลืนกินเข้าไปทางปากหรือเกิดจากความยินยอม... แต่มันถูกฝังลงไปในรอยแผลฉกรรจ์ตรงนี้! นี่คือรอยแผลที่ชั้นสี่ถูกกรดหินกัดตอนที่เขายกโล่รับการโจมตีเพื่อปกป้องพวกเราในศึกแรก และรอยขีดข่วนจากหุ่นเชิดในศึกที่แล้ว!"

"ใช่แล้ว..." อันพยักหน้ายืนยัน แววตาของนางเต็มไปด้วยความซาบซึ้งและปวดใจ "ไอ้สารเลวนั่นมันฉวยโอกาสตอนที่ชั้นสี่บาดเจ็บจากการเอาชีวิตเข้าแลกเพื่อพวกเรา ลอบส่งเมล็ดพันธุ์แทรกซึมเข้ามาทางแผลเปิด... ชั้นสี่ไม่ได้ทรยศ แต่เขาได้รับบาดแผลนี้เพราะเขาปกป้องพวกเราต่างหาก!"

คำอธิบายของจินยีและอันดังก้องไปทั่วห้องโถง ความจริงที่กระจ่างแจ้งทำให้ทุกคนถึงกับนิ่งอึ้ง ลิลี่น้ำตาคลอเบ้า นางก้มหน้าลงด้วยความละอายใจที่เคยมีความคิดระแวงสหายผู้ยอมเอาตัวเข้าแลก โขมเอามือลูบศีรษะของชั้นสี่อย่างอ่อนโยน

"ได้ยินแล้วใช่ไหม เจ้าบื้อ..." ลิลี่เอ่ยเสียงสั่น "นายคือเกราะกำบังของพวกเราเสมอ ไม่มีใครมองนายเป็นคนทรยศทั้งนั้น!"

ชั้นสี่ปล่อยโฮออกมาดั่งเด็กน้อย ความอัดอั้นตันใจทั้งหมดมลายหายไป เหลือเพียงความซาบซึ้งใจที่เพื่อนๆ เข้าใจความจริง

"เอาล่ะ เลิกร้องไห้ได้แล้วพวกเรา" ฉันยิ้มบางๆ พลางตบหลังเขาเบาๆ "ต่อไปคือหน้าที่ของพวกเราที่จะต้องช่วยนายกำจัดไอ้สิ่งแปลกปลอมนี้ออกไป!"

อันรีบนำขวดยาสารสกัดบัวหิมะเงินออกมาเทลงบนบาดแผล ความเย็นบริสุทธิ์ของตัวยาช่วยสกัดกั้นไม่ให้รากของเมล็ดพันธุ์แทรกซึมเข้าสู่เส้นเอ็น จินยียกโคมวิญญาณขึ้น ส่องแสง Light Healing เปิดทางเดินชีพจรให้โล่ง

ฉันและครามประสานมือกันอีกครั้ง ปลุกเร้าเสียงเพลงคลื่นจากแกนสีทองและแกนสีครามให้ก้องกังวานในสายน้ำ ฉันถ่ายทอดปราณสายฟ้าระดับสามที่มีความถี่จำเพาะเข้าไปตามเส้นเลือดของชั้นสี่ ประกายสายฟ้าสีเงินอ่อนโยนแล่นเข้าไปล้อมกรอบเมล็ดพันธุ์เงาไว้ ขณะที่คลื่นพลังสีครามของครามทำหน้าที่ดั่งสายน้ำทิพย์ที่ค่อยๆ ชะล้างและเซาะรากของมันออกจากเนื้อเยื่อ

"ทนหน่อยนะ ชั้นสี่!" ฉันบอก

ชั้นสี่กัดฟันแน่นจนเส้นเลือดที่ขมับปูดโปน เมล็ดพันธุ์เงาส่งเสียงหวีดร้องแหลมเล็กเมื่อถูกพลังศักดิ์สิทธิ์บีบคั้น รากสีม่วงของมันค่อยๆ หดสั้นลงเรื่อยๆ จนกระทั่งในที่สุด เมล็ดผลึกสีม่วงเข้มก็หลุดลอยขึ้นมาจากบาดแผล!

ฉันใช้คีมเงินคีบมันไว้กลางอากาศแล้วหย่อนลงในขวดแก้วศิลาที่อันเตรียมไว้ อันรีบปิดจุกและลงยันต์สะกดอย่างรวดเร็ว

บาดแผลบนแขนของชั้นสี่เริ่มสมานตัว เลือดที่ไหลออกมาเปลี่ยนกลับเป็นสีแดงสด น้ำพุรอบตัวเขากลับคืนสู่ความใสกระจ่างบริสุทธิ์อีกครั้ง

[ระบบ] กำจัดเมล็ดพันธุ์เงาสำเร็จลุล่วง: รักษาชีวิตและสติสัมปชัญญะของสมาชิกทีมไว้ได้ ความสามัคคีของทีมเพิ่มขึ้นสู่ระดับสูงสุด ได้รับไอเทมวัตถุดิบ \"เมล็ดพันธุ์เงาบริสุทธิ์\"!

"รอดแล้ว..." ชั้นสี่ถอนหายใจยาวพลางยิ้มกว้างทั้งน้ำตา

ในจังหวะนั้นเอง มินที่ยืนมองขวดแก้วศิลาพลันเกิดประกายความคิดในดวงตา "จิน! ส่งขวดนั่นมาให้ฉันที!"

ฉันยื่นขวดให้มินด้วยความสงสัย มินหยิบขวดขึ้นมาแล้วเพ่งเนตรคลื่นพิกัดเข้าใส่เมล็ดพันธุ์เงาโดยตรง "เมล็ดพันธุ์นี้ถูกสร้างขึ้นโดยตรงจากจิตวิญญาณของราชันย์เงามายา... มันมีความถี่เชื่อมโยงกับร่างจริงและกองทัพของมัน หากฉันใช้เนตรคลื่นพิกัดจับคลื่นสะท้อนย้อนกลับ เราจะสามารถแปลงสัญญาณของมันให้กลายเป็น 'เรดาร์ตรวจจับ' ได้!"

มินร่ายคาถาผนึกคลื่นพิกัดลงบนขวดแก้ว แสงสีฟ้าและสีม่วงหลอมรวมกัน ก่อเกิดเป็นลูกศรแสงสามมิติลอยอยู่เหนือขวด ชี้ทิศทางและระยะห่างของกองกำลังศัตรูได้อย่างแม่นยำ!

"สุดยอดไปเลย มิน!" ลิลี่อุทานด้วยความทึ่ง "คราวนี้แทนที่มันจะสอดแนมเรา เรากลับเป็นฝ่ายสอดแนมมันแทน!"

Climax

หลังจากทุกคนพักฟื้นจนพลังปราณเต็มเปี่ยมและบาดแผลหายสนิท พวกเราทั้งเจ็ดคนก็พร้อมที่จะก้าวต่อไป จิตใจของพวกเราในยามนี้หลอมรวมกันแน่นแฟ้นยิ่งกว่าครั้งใดๆ ความหวาดระแวงถูกแทนที่ด้วยความไว้เนื้อเชื่อใจที่ไม่อาจทำลายได้

พวกเราเดินตามเส้นทางอุโมงค์ใต้ดินต่อไปตามที่แผนที่ระบุ จนกระทั่งมองเห็นแสงสว่างที่ปลายทาง บันไดหินทอดยาวนำพาพวกเราก้าวพ้นจากชั้นใต้ดิน ขึ้นสู่ชายขอบของป่าหมอกมายาทางทิศตะวันตกเฉียงใต้

ทว่า เมื่อก้าวพ้นร่มเงาของอุโมงค์และเงยหน้าขึ้นมองสู่ท้องฟ้า ภาพที่ปรากฏเบื้องหน้ากลับทำให้ลมหายใจของพวกเราทุกคนต้องหยุดชะงัก

ท้องฟ้าเหนือป่าหมอกมายาไม่ได้เป็นสีครามสดใสอีกต่อไป แต่กลับถูกปกคลุมด้วยความมืดมิดอันน่าสะพรึงกลัว ดวงอาทิตย์เบื้องบนถูกเงาสีม่วงดำบดบังไปเกือบหมดสิ้น กลายเป็นปรากฏการณ์ \"สุริยุปราคาโลหิต\" ที่สาดแสงสีม่วงแดงลงมาต้องยอดไม้จนดูราวกับป่าแห่งความตาย

และที่มุมทั้งสี่ของผืนป่า เสาหินสีดำทมิฬขนาดยักษ์สี่ต้นกำลังตั้งตระหง่าน แต่ละต้นส่งลำแสงสีม่วงพุ่งขึ้นไปเชื่อมต่อกันบนท้องฟ้า ก่อเกิดเป็นม่านพลังรูปโดมครอบคลุมป่าทั้งผืนไว้ใจกลาง

"นั่นมัน..." ครามยกมือขึ้นปิดปากด้วยความตกตะลึง

Cliffhanger

ม่านพลังสีม่วงแดงที่ครอบคลุมผืนป่าส่งคลื่นกดทับอันหนักหน่วงลงมา ปราณธรรมชาติรอบตัวถูกบีบอัดจนเหือดแห้ง ราวกับว่ากฎเกณฑ์แห่งสวรรค์และปฐพีภายในป่าแห่งนี้ถูกตัดขาดออกจากโลกภายนอกโดยสมบูรณ์

[ระบบ] สัญญาณเตือนภัยระดับหายนะกะพริบถี่รัว: ตรวจพบ \"ค่ายกลกลืนตะวันสะกดวิญญาณ\" ขั้นสมบูรณ์! พลังธรรมชาติถูกสกัดกั้น อัตราการฟื้นฟูปราณลดลง 80% เข็มตรึงวิญญาณทมิฬในอกเสื้อของจินตอบสนองต่อค่ายกล ทำให้เวลาคงเหลือในการถอนคำสาปลดฮวบลงเหลือเพียง 8 วันเท่านั้น!

ลูกศรเรดาร์ในมือของมินหมุนคว้างอย่างบ้าคลั่ง ก่อนจะชี้ตรงเข้าไปยังใจกลางค่ายกลมรณะ เสียงกรีดร้องของวิญญาณนับพันดังก้องสะท้อนออกมาจากแนวป่า ป่าหมอกมายาได้แปรสภาพกลายเป็นนรกบนดินที่พร้อมจะกลืนกินทุกคนที่ย่างกรายเข้าไปแล้ว!