📖 เกิดใหม่เป็นเทพ ระบบพลังมาเยือน
เกิดใหม่เป็นเทพ ระบบพลังมาเยือน · บทที่ 43 จาก 135

ตอนที่ 43: ถอยบันไดหิน

[ระบบ] รูปร่างคลื่นสายเลือดหลงซานตอบสนองต่อแกนเมฆาครามในแหวน — รูปร่างเริ่มเคลื่อนเข้าหาทีม

คำชี้ของแสงครามยังค้างที่บันไดทางขึ้น ลิลี่ไม่รอให้มันเดินมาถึง

"ขึ้น" นางพูดครั้งเดียว

ฉันกระชับห่อผ้าแนบอก ชายผ้ามิด ลมหายใจในผ้าสะดุดครั้งหนึ่งแล้วกลับจังหวะเดิม ฉันไม่เปิด ไม่เรียก ไม่เดาเพศ

"ห้ามปะทะ" ฉันสั่งขณะก้าว "โขม หมอกช่วงโค้ง อัน ตัดกลิ่นฝีเท้า ใครอย่าชักฟ้า"

โขมวาดมือ ผ้าคลุมเปลี่ยนสีตามหินเปียก ม่านหมอกบางทอดบนขั้นที่เราจะย่ำ นางขึ้นนำไม่ใช่เพราะกล้ากว่า แต่เพราะหมอกต้องอยู่หน้าคน

อันตามชิด นางปล่อยวายุต่ำ ฝุ่นและกลิ่นเหงื่อไม่ย้อนลงลาน

ฉันขึ้นกลาง ห่อไม่ให้ชนผนัง จินยีเกาะชายเสื้อฉันด้วยมือหนึ่ง อีกมือกอดโคมดับ

ลิลี่ปิดท้ายจริงในสามขั้นแรก แล้วสลับมาประกบจินยีเมื่อช่องแคบลง "กระบี่ไม่ชัก ข้าใช้ไหล่ปิด"

มินขึ้นคู่ฉันครึ่งขั้น ตาสีม่วงไม่มองขั้น มองคลื่นด้านหลัง "มันตามแล้ว ไม่ใช่พลังข้า ไม่ใช่หัวหน้าหน่วยขั้นสี่ มันเบากว่า เหนียวกว่า เป็นเงาที่หินปล่อยให้เดิน"

"เบากว่าก็ยังห้ามหันไปฟัน" ฉันพูด

บันไดเปียก เท้าโขมเลือกขอบขั้นที่แห้ง ฉันเดินตามรอยนาง ไม่สร้างรอยใหม่บนหยดน้ำ

[ระบบ] ทางขึ้นที่สองมีคลื่นเคลื่อน — รูปร่างกำลังตัดช่วงโค้ง

"มันอ้อมเร็วกว่าเรา" มินพูด "ถ้าเราช้าที่โค้ง มันจะโผล่เหนือหัว"

ลิลี่ไม่เร่งจนดัง "สามขั้นต่อลมหายใจ พอไหม"

"พอ" ฉันตอบ "ห่อรับการสะเทือนได้ ไม่รับการกระแทก"

จินยีปรับมือให้ผ้าไม่เป็นรอยพับที่แสงจะลอด "ยังมิดค่ะ"

ถึงช่วงโค้ง ลมจากลานด้านล่างเย็นขึ้น กลิ่นหมึกเก่าตามมาติดข้อเท้า อันสบถในลำคอแล้วกลืนคำ วายุของนางหมุนกลับลงไปดึงกลิ่นนั้นคืน

โขมหยุดครึ่งจังหวะ "หมอกเก่าของหินไหลขึ้นตามเรา ไม่ใช่หมอกข้า อย่าสู้มัน สู้แล้วมันจะจำรูป"

"ปล่อยให้ไหล" ฉันพูด "แต่ห้ามให้มันคลุมหน้าห่อจนมีคนอยากปัดออก"

ไม่มีใครปัด

ด้านล่างมีแสงครามแตะขั้นที่เราเพิ่งพ้น แสงนั้นไม่มีเสียงเท้า มีแต่หินที่อุ่นขึ้นเป็นจุด

มินแตะจุดหนึ่งแล้วชักนิ้ว "ร้อนแบบแกน ไม่ร้อนแบบคน แหวนเจ้ากำลังถูกเรียกให้ตอบ"

แหวนลวกจนฉันต้องสลับมือประคองห่อ มือที่สวมแหวนกดไว้กับชายผ้าด้านนอก ไม่ให้นิ้วไปใกล้ชายด้านใน

"ไม่ตอบ" ฉันพูดกับแหวนมากกว่ากับคน "แกนอยู่ในวงนี้ ห้ามออก"

ปราณขั้นสามร้อนในเส้นแขน ฉันใช้มันกด ไม่ใช้มันฟาด ไม่มีประกายให้รูปร่างเล็ง

ลิลี่เงยหน้าไปทางปากบันได "แสงแท่นด้านบนยังอยู่ ถ้าเราโผล่ตรงแสงนั้น เราจะเป็นเงาบนแผนที่เรือ"

"งั้นไม่โผล่กลางแท่น" ฉันตัดสิน "ออกช่องข้าง ช่องที่ลงมา แล้วเบี่ยงเข้าซอกเสาลานใน ไม่เข้าลานเปิด"

โขมรับคำด้วยการหนาหมอกที่ปากช่อง "ช่องว่างสั้น ข้าคลุมได้ชั่วลมหายใจสองครั้ง"

อัน "รูปยังอยู่ลานใต้ แต่แสงมันปีนเร็ว ข้ากลบกลิ่นทางขึ้นได้ ไม่กลบแสง"

"ไม่ต้องกลบแสง" มินพูด "ทมิฬที่ปากศาลายังไม่ลงบันได อย่าทำเสียงให้มันมีเหตุจะลง คลื่นรูปร่างกับคลื่นทมิฬคนละอย่าง อย่าไปผสมด้วยการชักอาวุธ"

เราพ้นปากช่องตอนหมอกโขมยังไม่บาง

ลานในของศาลาเย็นและโล่งกว่าใต้ดิน แท่นสลักอยู่ทางซ้าย แสงเรือบนรางยังวิ่ง ฉันไม่เดินตัดแสงนั้น

"ซอกเสาตะวันออก" ลิลี่ชี้ด้วยคาง

หกคนลัดเลาะเงาเสา ห่อผ้าชิดอกฉันจนได้ยินชีพจรตัวเองดังกว่าลมหายใจในผ้า

จินยีกระซิบ "ข้างในยังอยู่ค่ะ"

"อยู่ก็พอ" ฉันตอบ

ด้านปากบันได แสงครามโผล่มาแค่ข้อมือ แล้วยั้งไว้ รูปร่างไม่เดินออกกลางแจ้งของลานใน มันยืนในช่อง ราวกับบันไดคือกรงของมัน

มินผ่อนลม "มันตามถึงปาก ไม่ข้ามธรณีช่อง หินด้านบนไม่ยอมให้ความจำเดินทั้งตัว"

"อย่าทดสอบว่าหินเปลี่ยนใจได้ไหม" ฉันพูด

โขมมองหลังคา "แหวนเจ้าไม่ชี้ลงแล้ว"

ฉันเหลือบดู หัวแหวนร้อนและเอียงขึ้น ชี้คาน ไม่ชี้แท่น ไม่ชี้แม่น้ำดาว

อันหรี่ตา "ขึ้นสูง?"

"ยังไม่ขึ้น" ฉันตอบ "ดูปากศาลาก่อน แรงกดทมิฬถ้าขยับเข้าลาน เราไม่มีสิทธิ์ไปปีนคานให้มันเห็นท้องฟ้า"

มินเดินเลียบเสาถึงมุมที่มองเห็นประตูบานเก่ะโดยไม่เปิดบานนั้น "คลื่นทมิฬยังอยู่นอกกำแพงศาลา ใกล้ขึ้นหนึ่งช่วงเสา ไม่ข้ามธรณีเหมือนรูปร่างไม่ข้ามช่อง เรามีช่องว่างสั้นจริง"

ลิลี่ฟังฝีเท้าตัวเอง "สั้นพอให้ปีนไหม"

"สั้นพอให้ตัดสิน" ฉันกอดห่อ แล้วมองคานที่แหวนชี้

แสงที่ปากบันไดยกสูงขึ้นอีกนิด ยังไม่พ้นธรณี แต่มันเรียนท่าคนที่จะก้าว

จินยีตัวเย็น "มันจะข้ามไหมคะ"

"ไม่รู้" ฉันพูด "เลยต้องไม่อยู่ตรงที่มันชี้"

โขมสะบัดผ้าคลุมขึ้น "ถ้าจะขึ้นคาน บอกตอนนี้ หมอกบนคานบางกว่าหมอกพื้น ข้าคลุมท้องได้ ไม่คลุมฟ้า"

อันมองมือฉันที่ยังไม่ปล่อยฟ้า "ขั้นสามพอปีนเงียบ ถ้าเจ้าลั่น ทั้งศาลาได้ยิน"

ฉันพยัก ปราณถูกกดกลับเข้าเส้น

รูปร่างในช่องก้าวครึ่งหนึ่ง แสงข้อมือเลยธรณีมาแตะพื้นลานใน

หินตรงนั้นอุ่นขึ้นเป็นวง

มินถอยจากวงนั้น "ธรณีไม่ห้ามแล้ว"

ลิลี่ดึงจินยีเข้าเงาเสาลึก "ขึ้น หรือหนีประตู"

ประตูคือทางที่คลื่นทมิฬกำลังเดินหา

คานคือทางที่แหวนชี้

ฉันเลือกทางที่ยังไม่มีศัตรูยืนรอ

"ขึ้นคาน" ฉันพูด "ห้ามเปิดผ้า ห้ามปะทะกับแสงที่เพิ่งข้ามธรณี ใครหันไปฟัน ข้าจะดึงลงมาเอง"

โขมกระโดดขึ้นฐานเสาก่อน หมอกตามนางไปเป็นเส้น

อันโยนวายุเป็นขั้นลมสั้นให้จินยีพักเท้า

ลิลี่ปีนปิดท้าย กระบี่ไม่ชัก แต่สายตาไม่ละปากช่อง

ฉันปีนมือเดียว อีกมือกอดห่อ

แสงครามบนพื้นลานเดินมาที่ฐานเสาที่เราเพิ่งพ้น

มันเงยขึ้น

ไม่มีหน้า

แต่มันทิศตรงคาน

คานศาลาเก่าลื่นด้วยไอน้ำ โขมคลานนำ หมอกของนางแบนติดท้องไม่ลอยเป็นเสาให้ฟ้าเห็น

"ท้องต่ำ" นางกระซิบ "ใครเงย หมอกไม่คลุมหัว"

อันส่งวายุบางใต้ท้องทุกคน กันกลิ่นไม่ให้รั่วลงลาน ลมนั้นไม่แรงพอจะปัดกระเบื้อง

ฉันคลานมือเดียว ศอกอีกข้างล็อกห่อไว้กับซี่โครง ชายผ้าไม่ห้อย ลิลี่ขึ้นมาประกบด้านที่ห่ออาจครูดคาน

"ให้ข้าประคองข้อศอก" ลิลี่พูด "ไม่แตะผ้า"

"ได้" ฉันตอบ

จินยีคลานหลังลิลี่ โคมดับผูกกับข้อมือไม่ให้กลิ้ง "แสงลานยังตามฐานเสาค่ะ ยังไม่ขึ้นคาน"

มินอยู่ท้าย ตาไม่ละแสงนั้น "มันปีนไม่เป็น มันเลื่อนตามหินที่อุ่น ถ้าคานไม่ร้อนจากแกน มันขึ้นช้า"

"งั้นห้ามให้คานร้อน" ฉันกดแหวนไว้กับไม้ ไม่ให้หัวแหวนแตะคานตรงๆ ปราณขั้นสามหดเข้าเส้นแขน จนปลายนิ้วชา

ด้านล่าง แสงครามวนฐานเสาเป็นวง เหมือนคนเดินหาบันไดที่ไม่มี

ประตูศาลาเกะกะอยู่ไกล คลื่นทมิฬยังไม่ข้ามธรณีบานนั้น มีแค่แรงกดจางที่ทำให้กระเบื้องสั่นครั้งหนึ่ง

โขมหยุดที่ง่ามคาน "แหวนเจ้าชี้ข้ามสันหลังคา ไปทางตรงข้ามน้ำ ไม่ชี้ลงลาน"

"ยังไม่ข้ามน้ำ" ฉันพูดทันที "ชี้ได้ เดินข้ามไม่ได้ คืนนี้ฝั่งว่างไม่ใช่ทางหนี ทางหนีคือพ้นแสงนี้ก่อน"

อันมองร่องกระเบื้อง "มีทางลงชายคาฝั่งตรงข้ามแท่น โดยไม่ตัดลาน ข้ากลบรอยได้ถ้าไม่มีใครกระโดด"

ลิลี่พยัก "กระโดดคือชักฟ้าอีกแบบ"

จินยีชิดเสาคานจนไหล่สั่น แล้วนิ่งเอง "หนูไหวค่ะ"

แสงบนพื้นลานหยุดวน มันพบร่องไม้ที่เราปีน

วงอุ่นไต่ฐานเสาขึ้นมาหนึ่งศอก

มินเสียงต่ำ "มันเรียนทางแล้ว"

ฉันมองสันหลังคาที่แหวนชี้ แล้วส่ายหน้ากับแม่น้ำดาวที่อยู่เลยสันนั้นไป

"เลียบชายคา ห้ามข้ามน้ำ ห้ามเปิดผ้า ห้ามหันไปฟาดแสงที่กำลังปีนเสา"

โขมคลานตัดไปทางชายคาฝั่งตะวันออก หมอกแบนตาม

วงอุ่นบนเสาขึ้นอีกศอก

มันยังไม่มีหน้า

แต่มันรู้แล้วว่าเราอยู่เหนือมัน?