📖 เกิดใหม่เป็นเทพ ระบบพลังมาเยือน
เกิดใหม่เป็นเทพ ระบบพลังมาเยือน · บทที่ 41 จาก 135

ตอนที่ 41: แท่นสลักและลานใต้ดิน

ไอเย็นผ่านศิลาโบราณ ตัวอักษรเลือดคุ้นตาแต่ยังอ่านไม่จบสักบรรทัด

[ระบบ] แท่นหินสลักหลงซานในศาลาตอบสนองต่อแกนเมฆาครามในแหวน — รางสลักเริ่มฉายแสงเป็นแผนที่คล้ายเรือ

แสงครามซีดแล่นตามรอยกรีดบนแท่นใจกลางลานใน ฝั่งหมอกข้ามแม่น้ำดาว ความชื้นเกาะผิว ลมหายใจเป็นไอ

ห่อผ้าในแขนสั่นวูบ ฉันกระชับ ปลายผ้าปิดทึบ มีแต่ลมหายใจแผ่ว คลื่นพลังระยะไกลแผ่บนฟ้า ไม่ลงบันได

"ห้ามเปิดผ้า" ฉันพูดต่ำ "ห้ามปะทะ ลงข้างล่างเดี๋ยวนี้"

ไม่มีใครคัดค้าน

โขมสะบัดผ้าคลุม รอยสักวิหคเรืองจาง หมอกบางคลุมปากช่องข้างแท่น นางไม่นำทีมทั้งแถว นางพรางรอยต่อก่อน แล้วค่อยก้าว

อันยืนปากทาง วายุเฉือนฝุ่นให้กลิ่นไม่ย้อนขึ้นผิวดิน นิ้วของนางไม่แตะหญ้าค้างคืน งานคืนนี้คือกลบ ไม่ใช่เก็บ

ลิลี่ประกบจินยีไว้ทางขวา กระบี่วิญญาณอยู่ในฝัก ฝักนั้นชิดแขน ไม่ชัก

จินยีหุบโคม แสงในโคมดับสนิท "ไม่เปิดค่ะ"

มินคุกเข่าข้างรางสลัก ตาสีม่วงกวาดเส้นแสงที่คล้ายกระดูกเรือ "แผนที่เรือ ไม่ใช่ใบหน้า อย่าอ่านมันว่าคน"

ฉันพยัก แหวนวิญญาณหลงซานร้อนที่นิ้ว ชี้ช่องลง ไม่ชี้ฟากน้ำ

บันไดหินแคบกว่าไหล่สองคน ผนังสองข้างเปียก ยันต์หลงซานตอบแกนในแหวนเป็นจังหวะเบา ฉันหน่วงขั้นสามไว้ที่ข้อมือ ไม่ปล่อยฝ่ามือสายฟ้า ฟ้าดังครั้งเดียว ม่านหมอกของโขมจะขาด

"ช้ากว่าที่คิด" ลิลี่กระซิบจากท้ายแถว "แต่ช้าดีกว่าดัง"

"ช้าไว้" ฉันตอบ "หกคน ช่องนี้รับได้ทีละคน"

โขมลงก่อนครึ่งช่วง นางแตะผนังด้วยหลังมือ ไม่ใช่ฝ่ามือ "หมอกเก่าอยู่ในหิน คนละชนิดกับหมอกข้า อย่าสูดแรง"

อันตาม นางกวาดลมต่ำติดพื้น ฝุ่นที่หล่นจากเพดานไม่ลอยถึงปากบันไดด้านบน

ฉันลงกลางแถว ห่อผ้าชิดอก ชายผ้าไม่ให้ครูดขั้น ลมหายใจในผ้ายังสม่ำเสมอ ฉันไม่เดาว่าเป็นใคร ไม่เรียกชื่อ ไม่แง้มดู

จินยีลงหลังฉัน โคมดับแตะชายเสื้อฉันเป็นจังหวะ ให้รู้ว่านางยังอยู่

ลิลี่ปิดท้าย หูฟังด้านบนมากกว่าด้านล่าง

มินไม่ได้ลงทันที นางอ่านรอยต่อค่ายที่ปากช่องก่อน แล้วค่อยตาม "คลื่นในผนังไม่ใช่ของข้า และไม่ใช่แรงกดของหัวหน้าที่กวาดสวนคฤหาสน์ มันเป็นเสียงสะท้อนของแกนในแหวนเจ้า"

"สะท้อนพอ" ฉันพูด "อย่าให้มันเรียกกลับขึ้นไป"

ถึงช่วงโค้ง แสงจากแท่นด้านบนเหลือเป็นเส้นครามบนหยดน้ำ หยดหนึ่งตกใส่หลังมือโขม นางสะบัดออก ไม่ให้มันเป็นทางเดินของแสง

[ระบบ] แกนเมฆาครามยังอยู่ในแหวน — กลิ่นอายเริ่มรั่วตามจังหวะก้าว

ฉันกดปราณขั้นสามเป็นวงบางรอบนิ้ว แกนไม่ถูกดึงออก แค่ถูกห้ามส่งกลิ่นขึ้นบันได ความร้อนแลกกับอาการชาที่ปลายนิ้ว ฉันยอมชา

"เจ้าหน่วงเก่ง" มินพูดโดยไม่หัน "แต่ถ้านิ่งนาน ผนังจะจำจังหวะหัวใจเจ้า เปลี่ยนช่วงก้าว"

ฉันเปลี่ยน ขั้นเว้นขั้น โขมได้ยินแล้วปรับหมอกให้หนาที่ช่วงที่ฉันก้าวหนัก

ด้านบนมีเสียงลมผ่านศาลา ไม่ใช่ฝีเท้า คน ไม่มีชาวบ้านลงมาที่นี่ มีแต่แรงกดไกลที่ยังวนปากห้วย อีกฟากน้ำ คลื่นนั้นข้ามน้ำไม่ได้ในคืนนี้ ทูตแห่งมืดไม่ลงกาย ฉันไม่ไปท้ามัน

บันไดสิ้นที่ซอกเสา ลานใต้ดินเปิดออกแค่พอเห็นแนวเสาแรก อากาศเย็นกว่าด้านบน กลิ่นหินเปียกปนหมึกเก่า

เรือในแสงสลักบนเพดานชี้ทิศข้ามน้ำอีกครั้ง ทิศเดียวกับที่แหวนชี้เมื่อตอนยืนบนหลังคา — ฝั่งว่าง ไม่ใช่ทางที่เราจะเดินในชั่วโมงนี้

"หยุดที่เสา" ฉันยกมือ "ห้ามเดินเข้ากลางลาน"

โขมปักหมอกที่ซอกเสาแรก หมอกของนางบางพอให้เรามองเห็นกัน หนาพอให้เงาจากด้านบนมองไม่ทะลุ

อันยืนขอบซอก วายุวนช้า กลิ่นเหงื่อหกคนไม่หลุดออกไปกลางลาน

ลิลี่ให้จินยีนั่งพิงเสา กระบี่ยังไม่ชัก "ข้างหลังโล่ง ข้างหน้าอย่าโล่งตา"

จินยีกระซิบ "โคมยังดับค่ะ ถ้าจุด แสงจะวิ่งตามรางเรือบนเพดาน"

"อย่าจุด" ฉันพูด

มินยืนครึ่งก้าวหน้ากว่าฉัน แต่นางไม่ข้ามเงาเสา นิ้วชี้เส้นแสงที่รวมตัวช้าๆ ตรงกลางลาน มืดยังมืด เพียงมีโครงร่างคล้ายคนยืนในไอ แต่ยังไม่มีหน้า ไม่มีเท้าติดพื้น

"อย่าเข้าไปอ่านมัน" มินพูด "คลื่นนั้นตอบแกนในแหวน ไม่ใช่สายเลือดข้า ถ้าเจ้าเดินเข้า มันจะเดินเข้าหาห่อ"

ห่อสั่นแรงขึ้นหนึ่งจังหวะ ฉันกอดมิด ผ้าไม่แยก

แหวนร้อนจนแสบข้อ ฉันไม่ถอด แกนต้องอยู่ในแหวน คืนนี้ไม่มีเหตุผลพอจะนำมันออกมาโชว์ลาน

ด้านบน แสงแท่นกะพริบครั้งหนึ่ง ราวกับเรือบนแผนที่กระตุกหัวไปทางน้ำ แล้วกลับมาชี้ช่องที่เราลงมา

ลิลี่เงยหน้า "มันจำทางลงแล้ว"

"จำได้" ฉันตอบ "เลยยิ่งห้ามย้อนขึ้นตอนนี้ แรงกดบนฟ้ายังไม่ลงบันได ถ้าย้อน เราเดินชนมันกลางขั้น"

อันสูดลมเบา "กลิ่นทมิฬไม่ถึงซอกนี้ ถึงแค่ปากศาลา ข้ากลบต่อได้ แต่กลบไม่ไหวถ้ามีคนชักฟ้า"

"ไม่มีใครชัก" ฉันมองมือตัวเอง ขั้นสามยังอยู่ตรงนั้น พอหน่วง พอเปลี่ยนจังหวะก้าว ไม่พอฟาด

โครงร่างกลางลานขยับไหล่ ช้า ไร้เสียงเท้า มันยังไม่พ้นแนวแสงเรือ ยังไม่ถึงเสาเรา

มินถอยกลับเข้าซอก "พอแค่นี้สำหรับคืนนี้ ลานใต้ไม่ใช่ที่สำรวจ มันเป็นปากที่กำลังจะพูด"

จินยีกุมชายผ้าห่อไว้ด้วยกันกับฉัน โดยไม่แง้ม "ยังหายใจค่ะ"

"ได้ยิน" ฉันพูด "ไม่ได้เห็น ก็พอ"

โขมหรี่ตาที่หมอกเก่าในหิน "หมอกนั้นจะหนาขึ้นถ้าโครงร่างเดิน ข้าคลุมซอกได้ ไม่คลุมทั้งลาน"

"คลุมซอก" ฉันสั่ง "ทุกคนอยู่ในเงาเสานี้ ห้ามเปิดผ้า ห้ามเรียกชื่อสิ่งในผ้า ห้ามเดินเข้าแสง"

ลิลี่ขยับมาปิดมุมที่ลมลอด "แล้วถ้ามันเดินถึงเสา"

ฉันฟังลมหายใจในห่ออีกครั้ง ยังแผ่ว ยังสม่ำเสมอ ไม่ได้เร่ง

"ถ้ามันถึงเสา" ฉันพูด "เราไม่ฟัน เราถอยขึ้นช่วงโค้ง แล้วยังไม่เปิด"

โครงร่างกลางลานยกมือข้างหนึ่ง มือนั้นไม่มีนิ้วชัด เป็นแค่แสงครามที่เลียนท่าคนกำลังทัก

มินส่ายหน้าทันที "อย่าทักกลับ"

แสงนั้นหยุดกลางอากาศ รอ

ห่อผ้าสั่นตรงจังหวะที่แสงหยุด แหวนร้อนเป็นคลื่นสั้น ฉันกดมันไว้ในวงปราณ ไม่ให้ตอบ

บนบันไดด้านหลัง มีหยดน้ำตกทีละหยด ดังกว่าฝีเท้าเรา

ลิลี่กระซิบ "มันยังไม่ลงมา แต่ทางขึ้นไม่ใช่ทางหนีแล้ว"

ฉันมองโครงร่างที่ยังไม่มีหน้า แล้วยกห่อให้สูงพ้นแนวแสงเรือ

"ค้างที่ซอก" ฉันพูด "จนกว่ามันจะเลือก เดินเข้าหาเรา หรือดับ"

แสงครามที่กลางลานไม่ดับ มันก้าวออกจากวงเรือครึ่งก้าว

อันนับระยะด้วยปลายเท้า ไม่ใช่ด้วยเสียง "อีกสี่ช่วงเสาถึงเรา ถ้ามันก้าวเท่านี้"

"อย่าให้มันครบสี่" ลิลี่พูด "แต่ก็อย่าวิ่ง"

ฉันให้ทุกคนย่อเข่าในซอก ห่อผ้าอยู่ระหว่างเข่ากับอก ไม่วางพื้น หินใต้ดินจำความร้อนของแกนได้ ถ้าวาง รอยจะค้างให้แสงตาม

มินลากนิ้วบนรอยสลักที่ฐานเสา หมึกเก่าติดผิว "บรรทัดนี้บอกทางเรือ ไม่บอกชื่อคนในผ้า ข้าอ่านได้แค่นี้ เกินนี้คือเดา"

"แค่นี้พอ" ฉันตอบ "เดาคือเปิดผ้าอีกแบบ"

จินยีเอาโคมดับกดกับหน้าแข้งตัวเอง กันแสงสะท้อนจากโลหะปากโคม "ถ้ามันทักอีก หนูจะไม่ตอบค่ะ"

"ดี" ฉันพูด "คนที่ตอบได้มีแค่ข้า และข้าจะไม่ตอบ"

โขมหนาหมอกจนซอกเสาเหมือนไม่มีช่อง "ข้าได้ยินหมอกหินไหลเข้ากลางลาน มันไปปูทางให้โครงร่าง ไม่ได้มาหาเรา"

หยดน้ำบนบันไดด้านหลังช้าลง ราวกับบันไดเองก็กำลังฟัง

โครงร่างก้าวอีกครั้ง ครึ่งก้าวเดิม ไหล่แสงสั่นเหมือนคนที่ไม่ชินกับหัวเข่า

ลิลี่ชักกระบี่ออกมาหนึ่งคืบ แล้วผลักกลับเข้าฝักเอง "ยังไม่ถึงคน"

"จำคืบนั้นไว้" ฉันพูด "คืบต่อไปต้องมีเหตุ"

มินมองเพดาน แสงเรือกระตุกหัวไปทางช่องที่เราลงมา แล้วกลับไปชี้กลางลาน "แผนที่สับสน มันไม่รู้ว่าจะนำเรา หรือนำเงา"

ห่อผ้าอุ่นที่ชายด้านในจนจินยีขยับนิ้วหนี ฉันไม่แง้ม ฉันแค่ขยับผ้าให้พ้นลำแสงที่ลอดซอก

"ค้าง" ฉันสั่งอีกครั้ง เสียงเบาจนแทบไม่พ้นซอก

แสงครามไม่ดับ มันก้าวออกจากวงเรือครึ่งก้าวที่สาม

ครึ่งก้าวนั้นยังไม่ถึงเสา

แต่มันไม่หยุด…